Warning: preg_match(): Compilation failed: regular expression is too large at offset 120349 in /www/wwwroot/usakairali.com/wp-content/plugins/easy-table-of-contents/easy-table-of-contents.php on line 685

จริงๆ W Bangkok Hotel ถือเป็นหนึ่งในโรงแรมใหม่เลยล่ะคะ เพราะว่าเพิ่งเปิดตัวได้ประมาณ 4 ปีเอง นอกจากนี้ยังมีอีกตึกที่เป็นหนึ่งในจุดเด่นของที่นี่ก็คือ “The House on Sathorn” ตึกแนวย้อนยุคสีเหลืองสวยเด่นท่ามกลางตึกใหญ่ย่านสาทร ซึ่งโซนของ The House on Sathorn เนี่ย เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้แค่ปีเดียวเองค่ะ แต่ถึง W Bangkok Hotel จะเปิดตัวในกรุงเทพได้ไม่นาน เพื่อนๆก็ไม่ต้องกังวลเรื่องของชื่อเสียง หรือ timbre of avail เลยนะคะ เพราะ W Bangkok Hotel เป็นโรงแรมชั้นนำในเครือของ Marriot มีสาขาหลายประเทศเลยล่ะค่ะ w-hotel30

W Bangkok Hotel ตั้งอยู่ตรงถนนสาทรค่ะ จริงๆมันคือสี่แยกสาทร/นราธิวาส ตรงสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรีเลย ถ้าเพื่อนๆขับรถมาก็จะเห็นตัวโรงแรมตั้งเด่นอยู่ริมถนนใหญ่อยู่ติดกับตึก Sathorn Square ฝั่งตรงข้ามเป็นตึก Empire ค่ะ ถ้าเพื่อนๆเห็นตึกโบราณสวยๆสีเหลือง ( The House ) ปุ๊ปแสดงว่ามาถูกที่ละค่ะ เลี้ยวรถเข้าโลด ถ้าไม่ได้ขับรถ อยากหลีกเลี่ยงรถติดๆ ( แถวนี้มันติดจริงๆนะคะ โดยเฉพาะตอนเย็นๆหลังเลิกงาน ) เพื่อนๆก็สามารถมารถไฟฟ้าได้เลย ลงที่สถานีช่องนนทรี เดินดุ๊กๆเข้าตึก Sathorn Square แล้วเค้าจะมีออกเชื่อมไปที่โรงแรม W Bangkok Hotel เลยค่ะ เดินไม่ไกลเลย เพราะสตรีมีครรภ์ 9 เดือนอย่างนัทยังเดินได้สบายๆเลยค่า ^-^ นัทว่าที่นี่เป็นหนึ่งในโรงแรมที่มีที่จอดรถดีงามมาก เพราะทั้งหมดอยู่ชั้นใต้ดินของโรงแรม เราเลยไม่ต้องกังวลว่าแขกของเราจะต้องเดินฝ่าแดด ฝ่าฝนเข้างานรึเปล่าเลยล่ะค่ะ แถมที่จอดรถก็จุได้ตั้ง 350 คันแน่ะ ถ้าเราเทียบกับความจุของห้องจัดงานกับความจุของที่จอดรถแล้ว โอกาสที่ที่จอดรถจะเต็มมีน้อยมากๆๆๆๆเลยล่ะค่ะ

ความรู้สึกแรกที่นัทมีให้กับ W Bangkok Hotel เลยก็คือความ Modern นี่แหล่ะค่ะ ทั้งรูปแบบตึกภายนอก หรือการตกแต่งภายในโรงแรมเองก็ตามมันให้ความรู้สึกทันสมัย แต่ก็ยังแฝงความเป็นไทยอยู่หน่อยๆเป็นการนำเอา 2 vogue ที่ contrast กันมารวมอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว ถ้าเพื่อนๆมาเห็น ‘ The House on Sathorn ’ เพื่อนๆน่าจะเห็นด้วยกับนัทเลยแล่ะ เพราะอย่างที่บอกว่า The House on Sathorn เป็นตึกอนุรักษ์ รูปแบบคงไว้ตั้งแต่สมัยที่สร้างเมื่อ 128 ปีก่อน แต่ฉากข้างหลังคือตึกมหานคร ตึกที่ Modern พีคๆ สูงสุดในกรุงเทพ มันดูเหมือนจะไม่เข้ากัน แต่ก็อยู่ด้วยกันได้อย่างไม่ขัดเขิน คงเหมือนกับการที่โรงแรมพยายามจะแทรกความเป็นไทยๆนิดๆหน่อยเข้าไปในรายละเอียดการตกแต่งที่มีความ Modern เป็นตัวชูโรง เมื่อเราก้าวเข้ามาในส่วนของ Lobby โรงแรม การตกแต่งต่างๆจะ Modern มากๆเลยล่ะค่ะ เน้นสีดำๆเทาๆเป็นหลัก เรียบๆแต่ก็โก้หรูในตัวด้วยการเล่นสีไฟ และการตกแต่งด้วยคริสตัลมาช่วยให้ดูหรูหรามากขึ้น ตรงที่นัทชอบมากคือตรงกำแพงบริเวณReception นี่แหล่ะค่ะ เพราะเค้าเอาคริสตัลมาประดับเต็มผนังเลย ตอนแรกนัทก็ว่าคงมาติดให้มันระยิบระยับเด่นๆเฉยๆแต่มองไปมองมามันเป็นการติดคริสตัลเป็นรูปนก กับเสือตัวใหญ่มากก นัทเลยแอบถามคุณโบ กับคุณฟ้า ทีม Communication ของทางโรงแรม ทางทีมเลยบอกว่า เจ้าตัวรูปนก กับเสือเนี่ย เป็นลอยสักยอดฮิตของนักมวยไทย หนึ่งในกีฬาไทยที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จัก ทางทีมออกแบบเลยเอาจุดนี้มาเป็นกิมมิกเล็กๆน้อยในการตกแต่ง นอกจากรูปนก กับเสือแล้วเนี่ย เค้ายังแอบเอาตัวเชือกที่กั้นรอบเวทีมวย มาตกแต่ง Woo Bar ที่อยู่บริเวณ Lobby ของโรงแรมด้วยนะคะ แถมยังมีกางเกงมวยไทยขายเป็น memento ให้นักท่องเที่ยวด้วย นอกจากมวยไทยแล้ว อีกหนึ่งกิมมิกที่ทางโรงแรมซ่อนเอาไว้ก็คือการเอาไฟรถตุ๊กตุ๊กมาตกแต่งกำแพงค่ะ ถึงจะเป็นไฟรถตุ๊กตุ๊กแบบไทยๆ แต่ก็แต่งออกมาได้ modern มาก เปิดไฟพรึบพรับเรียกให้แขกมาถ่ายรูปกันสนุกเลยล่ะค่ะ ซึ่งคุณโบแอบกระซิบเล่าให้นัทฟังว่าจริงๆตรงนี้เป็นจุด Iconic จุดนึงของทางโรงแรมที่แขกต้องมาถ่ายรูปเลยแล่ะ เจ้าไฟตุ๊กตุ๊กตรงนี้เป็นเหมือนตัวเล่าเรื่องราวว่าคุณอยู่ในกรุงเทพแล้วนะจ้า reflect ถึงกรุงเทพ และการจราจรติดขัดที่หนีกันไม่พ้น 5555 จริงๆระหว่างที่นัทนั่งรอเจอกับคุณฟ้า คุณโบ นัทแอบสังเกตว่าจากตอนแรกเพลงที่เปิดคลอในโซน Lobby มันจะออกชิลๆสบายๆหน่อย ไฟสีสบายตา เข้ากับช่วงเวลาตอนประมาณ 5 โมงกว่า แต่นั่งๆไปสักพักถึงหกโมงกว่า นัทรู้สึกว่าเพลงมันเริ่มเปลี่ยนโหมดจากชิลๆเป็นจังหวะเร็วขึ้น ไฟบริเวรณล้อบบี้ก็แอบเปลี่ยนเป็นสีสดใสๆ จนตอนนัทจะกลับประมาณทุ่มแก่ๆ เพลงนี่รีบมีบีทหนักขึ้นตื้ดระดับเบบี๋ดิ้นดุ๊กดิ๊กสนุกตามจังหวะอ่ะ 5555 ไฟก็ดูจี๊ดๆแบบ night life ขึ้นกว่าเมื่อตอนเย็นมาก นัทเลยลองคุยกับคุณโบ ปรากฏว่านัทไม่ได้รู้สึกไปเองด้วย อันนี้เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่ทางโรงแรมใส่เข้ามา เพราะที่นี่เค้ามี Concept อย่างนึงนั่นก็คืออยากให้แขกได้เต็มที่กับชีวิต ได้ลองประสบการณ์ใหม่ๆในกรุงเทพ พวกเสียงเพลง สีไฟที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาพวกนี้จะช่วยกระตุ้นให้แขกคึกคักอยากออกไป hang out สนุกสนานมากขึ้นค่ะ ตัวห้องจัดเลี้ยงของทางโรงแรมอยู่บนชั้น 3 ชื่อห้อง Great Room ค่ะ เราสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นลิฟต์จากตรง Lobby ซึ่งอาจจะมีแขกใช้ลิฟต์โซนนี้ขึ้นไปห้องพักได้ หรือจะใช้ลิฟต์จากที่จอดรถขึ้นตรงมาที่ Great Room ได้เลย ไม่ต้องปนกับแขกที่มาพักที่โรงแรมเลยค่ะ เมื่อประตูลิฟต์เปิด เพื่อนๆจะเจอกับบริเวณ Reception Area ที่มันใหญ่มาก ใหญ่จนนัทตกใจ เพราะพื้นที่มันใหญ่กว่าห้องจัดเลี้ยงเองอีกนะ เพราะฉะนั้นเวลาเราจัดโต๊ะ Reception/ Backdrop/ Gallery อะไรก็ตาม แขกจะไม่แออัดกันค่ะ ส่วนตัวเพดานก็สูงมาก ไฟด้านบนสามารถเปลี่ยนสีได้ตาม composition ของงานด้วยล่ะค่ะ ตรงบริเวณนี้จะตกแต่งแบบเรียบๆหน่อย มีตัวดูดสายตาคือตัวเสา ที่เค้าออกแบบมาเป็นแบบกระจกลายประกายของเพชร แล้วก็มีรูปน้องหมาขนาดเท่าของจริงอยู่เฝ้าประจำแต่ละเสาด้วยนะ ดูเป็นหมาไฮโซอยู่กลางประกายเพชร เก๋ๆ 555 ที่นัทชอบอีกอย่างของบริเวณ Reception ก็คือ เค้ามีห้อง Private Room อยู่ติดกับตรง Reception ให้ 4 ห้องเลยค่ะ เราอาจจะแบ่งเป็นห้องแต่งตัว ห้องพัก เก็บของของบ่าวสาว คุณพ่อคุณแม่ หรือเพื่อนบ่าวสาวก็ได้ ซึ่งนัทว่ามันสะดวกมากเลย โดยเฉพาะในกรณีที่ช่วงกลางงานเราต้องการเก็บซองจากแขกไปไว้ที่ห้องพัก เราก็ไม่ต้องเดินขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องพักแบบที่อื่นๆ แต่ว่าเก็บไว้ตรง Private Room นี้ได้เลยค่ะ ทีนี้เราเข้ามาในส่วน Great Room ที่ใช้จัดงานกันบ้างดีกว่าค่ะ ตัวห้องมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตกแต่งด้วยสีเทาเป็นหลัก เอาจริงๆนัทว่าห้องไม่ได้ใหญ่มากนะคะ แต่ว่าเค้ามีจุดเด่นอย่างอื่นมาทดแทนดึงสายตาเรา นั่นก็คือเพดานที่สุดแสนจะสูงโปร่งค่ะ คือมันสูงมากจริงๆนะ สูง 9 เมตรเลย เท่าๆกับตึกสามชั้นได้ คือถ้าเพื่อนๆอยากได้ห้องเพดานสูง ไม่มีเสาอะไรบัง ที่นี่น่าจะตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้เลยล่ะค่ะ แต่ว่าที่นี่เค้าไม่ได้มีไฟแชนเดอเลียห้อยอลังการอะไรนะ เป็นเพดานสูงๆ แล้วเล่นกับไฟด้านบนแทน ที่สามารถเลือกเปลี่ยนสีได้ตาม theme งานของเรา คุณโจ้ ทีม Wedding ของทางโรงแรมเล่าให้นัทฟังว่า จริงๆแล้วตัวเพดานที่สูงชะลูดแบบนี้ มันสามารถเล่นอะไรได้อีกเยอะ เพราะด้านบนเป็นทางเดิน catwalk ให้เราสามารถตกแต่งนู่นนี่ได้ เช่นจะติดไฟเพิ่ม โยงม่าน ติดไฟปิงปองอะไรก็ง่าย เพราะมีราวเหล็กให้โยงอยู่เรียบร้อย นัทเคยเห็นรูปจากงานเพื่อนนัทคนนึง เค้าปล่อยไฟฟรุ้งฟริ้งยาวลงมาจากเพดาน ดูเหมือนม่านน้ำตกไฟระยิบระยับทั่วงาน สวยมากกกกกกกกจริงๆค่ะ

คุณโจ้บอกว่าที่ห้อง Great Room นี้จะจุคนได้ประมาณ 400 คนแบบสบายๆค่ะ ซึ่งนัทว่าจริงๆด้วยตัว Reception Area มันใหญ่มากด้วย มีเก้าอี้นั่งในหลายๆจุดแขกน่าจะกระจายๆตัวกันอยู่ได้แบบไม่อึดอัดเลยล่ะค่ะ คุณโจ้เสริมอีกนิดว่า ด้วยความที่ห้องเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเนี่ย มันเลยทำให้แขกรู้สึกใกล้ชิดกับบ่าวสาวบนเวทีได้ทุกจุด ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของห้อง ยิ่งที่นี่เค้ามี Screen Projector ใหญ่ยักษ์ขนาด 4.5เมตร*6เมตร 4 อันทุกทิศ เพื่อนๆไม่ต้องกังวลเลยว่าเปิด Presentation ไปแล้วจะมีแขกคนไหนมองไม่เห็นค่ะ ตั้งแต่เข้ามาที่โรงแรมจนมาถึงตัวห้อง Great Room ที่จัดงานแต่งงานเนี่ย นัทก็รู้แล้วล่ะว่า manner ของห้องจัดงานที่นี่มันต้อง advanced จ๋าแน่ๆ ซึ่งคุณโจ้ก็ confirm กับนัทอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะทางโรงแรมเน้นคุม theme ความทันสมัย ไม่เน้นใช้ดอกไม้เป็นตัวหลักในการตกแต่งห้องเลย จะเน้นไปกับการใช้อะไรเงินๆ เก๋ๆ modern หน่อยมากกว่า เช่นลูกบอลเงินๆ ขดๆเงินๆอะไรงี้ แถมตัวกำแพงห้องทั้งหมดก็เป็นสีเทา neutral หน่อยให้ความรู้สึก เข้ากับ subject งานทุกสี คุณโจ้บอกว่า ถ้าสาวๆจะเอา Organizer เอาอะไรเข้ามาตกแต่งเพิ่มเติมเนี่ย ไม่มี extra cost ค่ะ ยกเว้นจะนำดอกไม้เข้ามานี่แหล่ะที่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งจริงๆแล้วทางโรงแรมเองจะมีรายชื่อของ Organizer หลายเจ้า หลาย range ราคาไว้แนะนำสาวๆด้วย ซึ่ง Organizer กลุ่มนี้จะเป็นเจ้าที่ทางโรงแรมมั่นใจใน timbre และเค้าก็รู้จักแนว เข้าใจ style ของทางโรงแรมดีอยู่แล้ว สาวๆได้ไม่ต้องกลุ้มใจวิ่งหา personal digital assistant เองค่ะ นัทลองเชคกับคุณโจ้ว่าทางโรงแรมมีทีมดูแลเรื่องอุปกรณ์เทคนิคต่างๆในงานให้เรามั้ย คุณโจ้บอกว่าสาวๆไม่ต้องห่วงเลยล่ะค่ะ เพราะนอกจากจะมีทั้งกัปตัน และทีมเทคนิคดูแลแล้ว อุปกรณ์ต่างๆก็มีให้พร้อม ทั้ง projector ไมค์ลอย ลำโพง จุดจั้มป์ไฟของวงดนตรี ซึ่งถ้าเราจ้างวงดนตรีมาเนี่ย ก็ไม่ได้มี extra cost เพิ่มเติมด้วยล่ะค่ะ นอกจากนี้ คุณโจ้บอกว่าจุดเด่นอีกอย่างคือเค้าใช้ IPAD เป็นตัว command พวกแสงสีต่างๆในงานด้วย เพราะฉะนั้นถ้าทางเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวอยากจะมาปรับสีไฟให้เข้ากับโทนช่วงต่างๆของงาน ก็สามารถมาเล่นปรับเองได้ ใช้ง่ายสบายๆเลยค่ะ ถ้าให้สารภาพตามตรง นัทว่าราคาต่อหัว ( แบบ Cocktail ) ของที่ W Bangkok Hotel ค่อนข้างสูงเลยล่ะค่ะ เพื่อนๆลองกดไปดูหน้า Hotel Package บน Wedding Campus ก่อนก็ได้ แต่ถ้ามาดูรายละเอียดไส้ในของ box แล้ว ทางโรงแรมเองก็ให้อะไรมาเยอะสมน้ำสมเนื้อกับราคาอยู่เหมือนกันนะคะ อย่างปกติ ราคาต่อหัวแบบ cocktail ก็จะรวมมาแค่น้ำ กับอาหาร Canape ’ แบบจุบจิบชิ้นเล็กๆเนอะ แล้วเราต้องสั่งซุ้มอาหารเพิ่มเองให้เพียงพอต่อแขก แต่ว่าของที่ W Hotel เนี่ย ราคาต่อหัวแบบคอกเทลรวมซุ้มอาหารแบบ Live Station มาให้ 2 ซุ้มเลย รวมเป็น 200 Portions ( ซุ้ม Pasta Station 100 Portion กับซุ้ม Roasted Honey Ham Station อีก 100 part ) เพราะฉะนั้น ถ้าเราลองคิดเทียบกับโรงแรมชั้นนำอื่นๆที่ต้องจ่ายค่าซุ้มอาหารเพิ่ม คิดๆไปแล้วราคาของที่นี่ก็ไม่ได้สูงกว่าที่อื่นมากขนาดนั้นค่ะ ที่นัทชอบอีกอย่างก็คือ คู่บ่าวสาวทุกคู่ที่จัดงานที่นี่ สามารถเข้ามาชิมอาหารได้ด้วยค่ะ โดยเค้าจะจัดให้เราชิมทุกเมนูที่เราเลือกในงาน มาพร้อมกับการตกแต่ง ภาชนะที่จะใช้ในวันจริงเลย ซึ่งตัวเชฟเองเค้าจะออกมาคุยกับบ่าวสาวด้วยเพื่อสอบถามว่าชอบไม่ชอบอะไร อยากเปลี่ยนแปลงอะไรมั้ย เช่นอยากเปลี่ยนซอสรึเปล่า เปลี่ยนรสชาติให้จัดขึ้นมั้ย หรืออยากเปลี่ยนภาชนะ หรือรูปแบบการตกแต่งจานรึเปล่า ซึ่งรายละเอียดพวกนี้น่าจะทำให้บ่าวสาวสบายใจเรื่องอาหารไปได้เปลาะใหญ่ๆเลยล่ะค่ะ นอกจากนี้ สาวๆที่เลือกจัดงานที่นี่สามารถเข้ามาถ่าย Pre-Wedding ได้ด้วย ซึ่งทางโรงแรมเปิดให้ถ่ายทั้ง 2 โซนคือ บริเวณตัวโรงแรมเองที่เป็นแนว modern หน่อยๆ กับตรง The House on Sathorn ที่ให้ feel แบบย้อนยุค คุณฟ้า กับคุณโบบอกนัทว่า ที่สระว่ายน้ำของทางโรงแรมสวยมากจริงๆนะ ปกติไม่ให้ใครเข้ามาถ่ายเลย magazine ต่างๆมาขอถ่ายทางโรงแรมก็ไม่อนุญาต มันเลย single เฉพาะบ่าวสาวที่จัดงานที่นี่จริงๆค่ะ นี่ถ้าไม่ติดว่าเบบี๋น้อยดิ้นดุ๊กดิ๊กๆหิวข้าวแล้ว ( หรือดิ้นตามจังหวะเพลงก็ไม่รู้นะคะ 555 ) นัทคงขอคุณโบคุณฟ้าให้พานัทไปเที่ยวเล่นถ่ายรูปสระว่ายน้ำมาฝากเพื่อนๆละค่ะ >. < ” ส่วนตัวแล้ว นัทว่าตรง The House on Sathorn นี่เป็นเสน่ห์สำคัญจุดนึงของทาง W Bangkok Hotel เลยล่ะค่ะ นัทชอบตรงที่ตึกโบราณตั้งอยู่อย่างสง่าท่ามกลางโลกยุคใหม่อันแสนวุ่นวาย ดูสงบ มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก แล้วก็อย่างที่นัทเล่าให้ฟังตอนต้นๆแล้วว่า ตึกนี้เป็นอาคารอนุรักษ์ สร้างมาแล้ว 128 ปี ก่อนที่ทางโรงแรมจะเช่ามาทำการ renovate ใหม่และเปิดตัวไปเมื่อปีก่อน แต่การ renovate เนี่ย ก็มีทางกรมศิลปากรคอยดูแลใกล้ชิดนะคะ เช่นการทาสีอะไรต่างๆนานาต้องคุมโทนให้เหมือนของเดิมที่สุดค่ะ อย่างตัวเสาในบ้านก็เป็นของเดิมด้วยนะคะ นัทแอบเห็นรูปหมูอยู่บนเสาหลายๆต้นเลย คุณโบเลยเล่าให้ฟังว่า จริงๆแล้วเจ้าของบ้านเกิดปีหมู เลยเชื่อว่าหมูจะนำโชคลาภเงินทองงมาให้ เลยขอให้สถาปนิกใส่รูปหมูเข้ามาในการตกแต่งบ้านด้วย โอ้โห มันช่างมี history นัทอ่ะช๊อบชอบอะไรแบบนี้ 5555

บ้านหลังนี้สร้างโดยหลวงพระยาสาทร ( หลวงสาทรราชายุกต์ ) ตั้งแต่สมัย ร 5 นู่น ซึ่งพระยาสาทรนี่ก็คือคนขุดคลองสารทรตรงถนนสาทรที่เรารู้จักกันเนี่ยแล่ะค่ะ โดยตัวบ้านเองตกแต่งแนวยุโรปนิดๆ ปนกับความเป็นไทยหน่อยๆ ตัวเรือนยังคงสวยมีเสน่ห์มากๆ โดยมีสวน outdoor อยู่กลางบ้านด้วย ถ้าเพื่อนๆสนใจจัดงานบริเวณ The House on Sathorn นี้เลยสามารถจัดได้ทั้งแบบ Indoor และ Outdoor เลยล่ะค่ะ นัทว่าถ้างานเพื่อนๆเป็น composition แบบย้อนยุคๆ Vintage หน่อยๆนะ มันจะเก๋เข้ากับสถานที่มากๆเลยล่ะค่ะ แต่ว่า limitation นึงของบริเวณ The House on Sathorn ก็คือ มันจุคนได้ไม่เยอะมากค่ะ น่าจะได้เต็มที่ประมาณ 100 กว่าคนค่ะ อาจจะเหมาะกับพิธีช่วงเช้า หรือเป็นงานเล็กๆที่มีแขกไม่เยอะมากกว่านะคะ แต่ข้อดีก็คือ สถานที่เค้าสวยมากอยู่แล้ว สาวๆคงไม่ต้องเสียเงินค่าตกแต่งอะไรเพิ่มเติมเลย มันมีเสน่ห์ในตัวเองอยู่แล้วล่ะค่ะ 🙂 W Bangkok Hotel เหมาะกับบ่าวสาวแนวไหน ?

source : https://usakairali.com
Category : Make up
SEE ALSO  The Boy In The Striped Pajamas Reading Level at Level

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

https://www.antiquavox.it/live22-indonesia/ https://ogino.co.uk/wp-includes/slot-gacor/ https://overmarket.pl/wp-includes/slot-online/ https://www.amarfoundation.org/slot-gacor/