หนังของชาว LGBTQ ส่วนใหญ่มักจะมาพร้อมตัวละครหม่น ๆ เรื่องราวทึม ๆ เน้นไปที่การต่อสู้ในเรื่องราวที่เป็นประเด็นทางสังคม จนลืมไปว่าพวกเขาก็มีเรื่องราวในแง่มุมอื่นให้นำเสนอ เล่าเรื่องได้หลากหลาย ไม่ใช่แค่งานดรามาหนัก ๆ เช่น เป็นงานโรแมนติกหรือรอม-คอม ที่นำเสนอเรื่องราวความรัก ความอ่อนไหวของตัวละคร เป็นงานก้าวพ้นวัย ( Coming of Age ) ซึ่งหลายเรื่องก็ทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นในแง่ความบันเทิง หรือว่าคุณภาพ และนี่คือหนังเหล่านั้น ที่แม้บางเรื่องอาจมีสีหม่นเจือปนบ้าง หรือความหวานชื่นเป็นเพียงช่วงหนึ่ง หากก็แสดงความสวยงามของความรัก ที่ทำให้เรามีความสุขไปกับตัวละคร และบางทีก็น้ำตาซึมไปกับชะตากรรมของพวกเขาเช่นกัน The Way He Looks (2014) ผู้กำกับ: แดเนียล ริไบโร (Daniel Ribeiro)
หนังบราซิลที่อยู่ในลิสต์ต้น ๆ ทั้งการจัดอันดับหนัง LGBTQ ในภาพรวม หรือเจาะจงที่งานโรแมนติก หนังเป็นเรื่องของลีโอนาร์โด ( Leonardo ) นักเรียนไฮสคูลตาบอดที่เฝ้ารอจูบแรกในชีวิตแบบไม่มีความหวัง จนได้พบแกเบรียล ( Gabriel ) นักเรียนใหม่ที่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว และพบว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นไกลกว่าความเป็นเพื่อน และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบอกใคร ๆ หนังเป็นงานโรแมนติกที่มีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ น่ารัก เข้าถึงความรู้สึก ที่ยังเป็นหนังก้าวพ้นวัย โดดเด่นทั้งการเล่าเรื่องและการแสดงของกิลเฮอร์เม โลโบ ( Ghilherme Lobo ) และฟาบิโอ ออดิ ( Fabio Audi ) ที่รับบทลีโอและแกเบรียลตามลำดับ ซึ่งดูจริง ซื่อ เคมีและภาพลักษณ์ได้ หนังไม่ใช่แค่ดูสดใส แต่มีความอบอุ่น รวมถึงให้ความรู้สึกดี ๆ ตลอดทั้งเรื่อง Love, Simon (2018)

ผู้กำกับ: เกร็ก เบอร์แลนทิ (Greg Berlanti)
งานของผู้อยู่เบื้องหลังซีรีส์ ‘ Arrow ’ แถมไม่ใช่หนังรักสีรุ้งตามแบบแผน ที่มักเป็นงานอินดี เพราะนี่คือหนังโรแมนซ์เกย์วัยรุ่นจากสตูดิโอใหญ่เรื่องแรก ไซมอน สเพียร์ส ( Simon Spiers ) ที่นิก โรบินสัน ( Nick Robinson ) เล่น กำลังนอยด์กับเรื่องเผยให้โลกรู้ตัวตนที่แท้จริง เขาตัดสินใจคุยกับนักเรียนที่ใช้ชื่อว่า บลู ( Blue ) ซึ่งโพสต์เรื่องการเป็นเกย์บนเว็บไซต์โรงเรียน พวกเขาตกหลุมรักกัน แต่ไม่รู้ตัวตนของกันและกัน ส่วนคนที่รู้ตัวตนของไซมอนก็เอาเรื่องนี้แบล็กเมล์เขา ธีมหนังดูจริงจัง และมีตัวละครที่เกลียดคนรักร่วมเพศให้เห็นทั้งเรื่องก็จริง แต่ก็นำเสนอได้ไม่ต่างจากงานรอม-คอมวัยรุ่นที่ลงตัวเรื่องหนึ่ง บทสรุปสวยงาม ประทับใจ ให้ความหวังกับคนดู และเป็นงานก้าวพ้นวัยไปด้วย เมื่อตัวละครได้พบความรัก และเรียนรู้ที่จะเป็นตัวเองโดยปราศจากความกลัว รวมถึงมีปริศนาที่ว่าด้วย ใครคือบลู ? ให้เกาะติด But I’m a Cheerleader (1999) ผู้กำกับ: เจมี แบ็บบิต (Jamie Babbit) 
ด้วยหน้าหนัง นี่คืองานเสียดสี เมแกน ( Megan ) สาวรุ่นที่รับบทโดย นาทาชา ลีออนน์ ( Natasha Lyonne ) ถูกพ่อ-แม่สงสัยว่าเป็นเลสเบียนเลยจับส่งค่ายบำบัดทางเพศ แต่ที่นี่กลับทำให้เธอได้ค้นพบตัวเองจริง ๆ เมื่อพบรักกับเพื่อนหญิงในค่าย ซึ่งทำให้หนังมีเนื้อในเป็นงานรอม-คอม แถมขายความบันเทิงอย่างเต็มที่ โดยมีนักแสดงรุ่นเก๋า อย่าง รูพอล ( RuPaul ) และแคธี มอริอาร์ที ( Cathy Moriarty ) มาเล่นแบบเอามันในบทหัวหน้าค่าย ความสัมพันธ์ของตัวละคร ค่อย ๆ พัฒนาจากเพื่อนเป็นความรัก อย่างมีขั้นมีตอน และเปี่ยมไปด้วยความหวัง เพราะโลกรอบ ๆ ตัวพวกเธอต่อต้านความสัมพันธ์ครั้งนี้ แต่เมื่อทั้งคู่ยังมีกันและกัน มันก็ชนะสิ่งต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองคนเลือกที่จะ “ ช่างมัน ” กับสารพัดสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต Boy Meet Girls (2014) ผู้กำกับ: เอริก เชฟเฟอร์ (Eric Schaeffer)
หนังรอม-คอมสีรุ้งว่าหายาก หนังรอม-คอมคนข้ามเพศยิ่งหายากกว่า และนี่คือหนึ่งในจำนวนนั้น ริกกี ( Ricky ) ของมิเชลล์ เฮนด์ลีย์ ( Michelle Hendley ) เป็นสาวข้ามเพศที่ตกหลุมรัก ฟรานเซสกา ( Francesca ) ที่รับบทโดยอเล็กซานดรา เทอร์เชน ( Alexandra Turshen ) แต่นั่นยังไม่วุ่นพอ เพราะร็อบบี ( Robby ) เพื่อนสนิทของเธอและคู่หมั้นของฟรานเซสกาดันมาเกี่ยวข้องด้วย ที่นอกจากทำให้หนังซับซ้อนขึ้น ยังทำให้มี ‘ ของ ’ ได้เล่นเพียบ ไม่ใช่เป็นแค่หนังรอม-คอมที่คนข้ามเพศเป็นบทนำ ตัวละครยังเต็มไปด้วยสีสัน อย่าง ริกกีก็มีอารมณ์ขัน แถมเป็นพวกตลกหน้าตาย บทสนทนาก็คมคาย มีสถานการณ์ที่อบอุ่น และท่าทางเคอะเขินของตัวละคร ที่ทำให้ยิ้มได้ รวมถึงทำให้ได้รู้จักกับคนข้ามเพศมากขึ้น โดยมีตัวละครข้ามเพศอีกมากมาย ที่ทำให้ได้เห็นชีวิต และสังคมของพวกเขา The Half of It (2020) ผู้กำกับ: อลิซ วู (Alice Wu)
หนังเน็ตฟลิกซ์ ที่โวว่าเป็น “ เรื่องราวความรักที่แตกต่าง ” ซึ่งเห็นได้ชัดว่านำเรื่อง ’ Cyrano de Bergerac ’ มาปรับให้ทันสมัยมากขึ้น และเพิ่มเติมประเด็นที่ต่างไปจากเดิม เอลลี ชู ( Elloe Chu ) สาวรุ่นเก็บตัวที่ลีอาห์ ลิวอิส ( Leah Lewis ) มาเล่น รับเขียนจดหมายรักให้พอล ( Paul ) รับบทโดย แดเนียล ไดเมอร์ ( Daniel Diemer ) ส่งให้แอสเทอร์ ( Aster ) สาวที่เขาแอบชอบซึ่งรับบทโดย อเล็กซ์ซิส เลอไมร์ ( Alexxis Lemire ) แต่แล้วเธอกลับตกหลุมรักแอสเทอร์ซะเอง ทำให้เกิดเรื่องราวที่น่าประทับใจและซาบซึ้ง แม้จะสัมผัสได้ถึงอิทธิพลต้นทาง แต่หนังก็เป็นเรื่องรักที่แตกต่างจริง ๆ เพราะเป็นทั้งงานก้าวพ้นวัยและรอม-คอม แล้วไม่ได้เน้นที่ความสัมพันธ์ผ่านตัวอักษรของแอสเทอร์และเอลลี หากยังมีเรื่องมิตรภาพระหว่างพอลกับเอลลี ที่เติบโตไปตามเวลาให้ติดตาม God’s Own Country (2017) ผู้กำกับ: ฟรานซิส ลี (Francis Lee)
ปี 2017 ไม่ได้มีแค่ ‘ Call Me by Your name ’ ที่เป็นความสวยงามของความรักจากชาวสีรุ้ง แต่ยังมีหนังเรื่องนี้ที่เหตุเกิดในทิวทัศน์ที่แตกต่าง ไม่ใช่ชนบทของอิตาลี แต่เป็นชนบทตอนเหนือของอังกฤษ ที่เต็มไปด้วยฟ้าครึ้ม เนินเขาที่ปกคลุมด้วยมอสส์สีเขียว ไม่ใช่แสงอาทิตย์เจิดจ้า และพระจันทร์นวลตา ที่นี่หนุ่มยอร์กเชียร์ ที่รับบทโดยจอช โอ ’ คอนเนอร์ ( Josh O ’ Connor ) มีความสัมพันธ์กับคนงานโรมาเนียนอพยพ ( อเล็ก เซคาเรียนู – Alec Secareanu ) ที่มาทำงานในฟาร์มให้ฝายแรก ที่ต่อให้สภาพแวดล้อมจะแตกต่างจากหนังดังเรื่องนั้น แต่พลังที่ส่งออกมาก็ไม่ต่างกัน และช่วยให้หนังที่เรื่องราวแสนอบอุ่นและเปราะบาง มีธีมสวยงาม ที่ฉากหลังดูขัดแย้งกันเรื่องนี้ ก่อให้เกิดความสุขและรอยยิ้มในหัวใจไปอีกหลายวัน Carol (2015) ผู้กำกับ: ท็อดด์ เฮย์นส์ (Todd Haynes)
ได้รับการยืนปรบมือยาวนานถึง 10 นาที ในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ การแสดงของทั้งเคท แบลนเช็ตต์ ( Cate Blanchett ) และรูนีย์ มารา ( Rooney Mara ) รวมถึงการกำกับของ ท็อดด์ เฮย์นส์ ได้รับคำชมเป็นเอกฉันท์ และได้ชื่อว่าเป็นงาน ‘ ต้องดู ’ อีกเรื่องของปี 2015 โดยหอภาพยนตร์แห่งอังกฤษ ยกให้เป็นหนึ่งในหนัง LGBTQ ที่ดีที่สุดเลยด้วยซ้ำ มารารับบทเป็น ธรีส ( Therese ) พนักงานขายของห้างใหญ่ในแมนฮัตทัน ที่ต่อให้รับมือกับสุภาพสตรีที่ร่ำรวยมากมาย แต่ไม่มีใครเหมือนแครอล ( แบลนเช็ตต์ ) ที่เข้ามามีความสัมพันธ์กับเธอ และพยายามหาที่ทางเพื่อใช้ชีวิตคู่กับเธอ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองแต่งงานแล้ว หนังไม่ได้แค่นำเสนอเรื่องราวความรักของทั้งสองคนได้อย่างสวยงาม แต่ฉากหลังที่เป็นสหรัฐอเมริกาในยุค 1950 ก็ส่งให้หนังมีสไตล์ และดูดีไปทุกอย่าง

SEE ALSO  Ultra Music Festival Reveals Phase 2 Lineup - Road to Ultra Hong Kong

Read more: 5 ทรงผมสั้นสุดฮิตสำหรับคนหน้าเล็กปี 2020

Call Me By Your Name (2017) ผู้กำกับ: ลูกา กัวดาญีโน (Luca Guadagnino)
เอลิโอ ( Elio ) รับบทโดยทิโมธี ชาลาเมต์ ( Timothée Chalamet ) เด็กหนุ่มวัย 17 ได้พบโอลิเวอร์ ( Oliver ) ของอาร์มี แฮมเมอร์ ( Armie Hammer ) ที่มาช่วยพ่อของเขาทำงานในวิลลาทางตอนเหนือของอิตาลี และก่อให้เกิดเรื่องราวสุดแสนโรแมนติก ท่ามกลางแสงแดดหน้าร้อนแถบเมดิเตอเรเนียน ที่ผู้ชมตกเป็นพยานในการพบรักและสูญเสียวัยเยาว์ของตัวละคร หนังนำเสนอเรื่องความรักของพวกเขาไม่ต่างไปจากความรักของหนุ่ม-สาวทั่วไป ที่อาจทำให้หลายคนนึกถึงเรื่องความรักของตัวเองในช่วงวัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นชาวสีรุ้งหรือไม่ก็ตาม และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้ใคร ๆ ก็พูดถึงหนังเรื่องนี้ เพราะนี่คือหนังอีกเรื่องที่พูดถึงความสัมพันธ์แสนบริสุทธิ์ ลึกซึ้ง ที่บางคนอาจจะเคยมี หรือเคยฝันว่าจะมีประสบการณ์แบบนี้สักครั้งในชีวิต ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่เคยลบหายไปจากความทรงจำ Maurice (1987) ผู้กำกับ: เจมส์ ไอวอรี (James Ivory)
ก่อนเขียนบท ‘ Call Me By Your name ’ ไอวอรีก็คือผู้กำกับ/ เขียนบทหนังโรแมนติกชาวสีรุ้ง ที่สร้างจากหนังสือของอี.เอ็ม. ฟอสเตอร์ ( E.M. Foster ) เมื่อปี 1914 ที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ ถ้าดูจากยุคสมัยที่เขียนและบทสรุปของเรื่อง มัวริซ ฮอลล์ ( Maurice Hall ) ที่เข้าเรียนในแคมบริดจ์ ได้พบกับไคลฟ์ เดอร์แฮม ( Clive Durham ) หนุ่มหน้าตาดีที่มาบอกรักเขา ตอนแรกมัวริซรู้สึกกลัว ก่อนจะพบว่าตัวเองมีใจให้ไคลฟ์เช่นกัน ความรักของทั้งคู่ดำเนินต่อมาจนเรียนจบ เลิกรา และพบรักอีกครั้ง ในบรรยากาศของอังกฤษยุคเอ็ดเวิร์ด งานด้านภาพที่สวยงาม การเล่าเรื่องที่ค่อย ๆ ให้ซึมซับความเป็นไปของตัวละคร ที่รับบทโดยนักแสดงหนุ่มมากเสน่ห์ ฮิว แกรนต์ ( Hugh Grant ) – ไคลฟ์, เจมส์ วิลบี ( James Wilby ) – มัวริซ และรูเพิร์ต เกรฟส์ ( Rupert Graves ) ที่รับบทตัวละครสำคัญอีกคนของหนัง Brokeback Mountain (2005) ผู้กำกับ: อังลี (Ang Lee)
หนังที่ต้องมีอยู่ในลิสต์ งานที่ได้ชื่อว่าเป็นหนังรักในตำนานทั้งในโลกของชาวสีรุ้ง หรือคนทั่วไป เมื่อสามารถทำให้คนทุกเพศหลั่งน้ำตาให้กับความรักของสองคาวบอยหนุ่ม ที่รับบทโดย เจก กิลเลนฮอล ( Jake Gyllenhaal ) และฮีธ เล็ดเจอร์ ( Heath Ledger ) ที่มาทำงานด้วยกันในพื้นที่อันห่างไกล ท่ามกลางขุนเขาในไวโอมิง ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ต้องห้าม ที่ดำเนินต่อมาเรื่อย ๆ แม้พวกเขาจะอยู่ในสหรัฐอเมริกายุค 1960 ที่รักร่วมเพศถูกต่อต้าน แถมยังแต่งงานแต่งการกับหญิงสาว ซึ่งทำให้หนังมีประเด็นเรื่องความรักที่ถูกทรยศของสองสาวเข้ามาสร้างความสะเทือนใจ หนังได้ชื่อว่าพางานโรแมนติกเกย์เข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับหนังในแนวทางนี้ที่สูงมาก Moonlight (2016) ผู้กำกับ: แบร์รี เจนคินส์ (Barry Jenkins) 
คนส่วนใหญ่อาจจะจำได้ว่าเป็นหนังออสการ์ยอดเยี่ยมในปีที่ประกาศรางวัลผิด แต่ตัวหนังเองมีอะไรที่น่าจดจำมากกว่านั้น กับเรื่องราวในสามช่วงชีวิตของชิรอน ( Chiron ) ซึ่งเปลี่ยนจากเด็กชายในครอบครัวที่มีปัญหาไปเป็นเกย์หนุ่มผิวดำ พร้อม ๆ กับนำเสนอการเติบโตของความรักระหว่างเขากับเควิน ( Kevin ) เพื่อนในวัยเด็ก และคนรักในเวลาต่อมา ซึ่งรับบทโดยแอนเดร ฮอลแลนด์ ( Andre Holland ) ที่อาจจะเป็นความสวยงามเดียวในชีวิตของเขา ที่ไม่ได้มีความสุขไปซะทุกเรื่อง หนังยังเป็นงานก้าวพ้นวัย ทั้งในแง่ของรสนิยมทางเพศและตัวตนของตัวละคร ที่ขยับจากวัยเยาว์ ไปเป็นวัยรุ่น และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเล่าเรื่องได้สดใหม่ ให้ความรู้สึกอบอุ่น สวยงามราวบทกวี มองโลกในแง่บวกให้ความหวัง เช่นเดียวกับแสงจันทร์ในยามที่ท้องฟ้ามืดมิด Blue is the Warmest Color (2017) ผู้กำกับ: อับเดลลาทิฟ เคชิเช (Abdellatif Kechiche)
หนังฝรั่งเศสที่สร้างเสียงฮือฮาจากฉากเซ็กซ์ที่ดุเดือดและยืดยาว ของสองตัวละครหลัก อเดล ( Adele ) ที่รับบทโดยอเดล เอ็กซาร์โชปูลอส ( Adèle Exarchopoulos ) และเอ็มมา ( Emma ) ของลีอา เซย์ดูก์ซ ( Lea Seydoux ) โดยตลอดเวลา 3 ชั่วโมง จะเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ ที่เริ่มจากความรักครั้งแรก แล้วกลายเป็นความสูญเสียครั้งแรก ที่นำเสนอได้อย่างลึกซึ้ง

SEE ALSO  Seven app makes it tough to skip a workout, wherever you are

Read more: 5 ทรงผมสั้นสุดฮิตสำหรับคนหน้าเล็กปี 2020

“ หนังนำเสนอเรื่องความรักที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งทำให้เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นพยาน ความรักที่ลึกซึ้งและความผิดหวังจากความรักที่จมลึก ซึ่งวิวัฒนาการอย่างช้า ๆ จากจุดเริ่มต้น ผู้กำกับไม่ตีกรอบตัวเองในการเล่าเรื่อง และเราก็ยังต้องมนต์สะกดจากการแสดงของสองนักแสดงหญิง โดยเฉพาะการที่ผู้กำกับเฝ้าดูความเป็นไปของตัวละคร และปล่อยให้พวกเขามีชีวิตขึ้นมาบนจอภาพยนตร์ ” สตีเวน สปีลเบิร์ก ( Steven Spielberg ) ประธานกรรมการสายประกวดของเทศกาลหนังเมืองคานส์พูดถึงหนัง นอกจากทั้ง 12 เรื่องที่ว่ามาแล้ว ยังมีหนังโรแมนติกสีรุ้งเรื่องเด่น ๆ อีกไม่น้อย ที่ถูกกล่าวถึงเป็นประจำ และน่าจะลองหามาชมกัน ไม่ว่าจะเป็น ‘ Boys ’ หรือ ‘ Jongens ’, ‘ Weekend ’, Imagine Me and You ’, ‘ Jeffrey ’, ‘ Saving Face ’ หรือกระทั่ง ‘ Happy Together ’ อ้างอิง 1 อ้างอิง 2 อ้างอิง 3
อ้างอิง 4 อ้างอิง 5 อ้างอิง 6
พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

source : https://usakairali.com
Category : Hair

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

https://www.antiquavox.it/live22-indonesia/ https://ogino.co.uk/wp-includes/slot-gacor/ https://overmarket.pl/wp-includes/slot-online/ https://www.amarfoundation.org/slot-gacor/