Tokyo – Gala Yuzawa – Fuji : Apr 14-20, 2016
เด็กๆ อยากไปเล่นหิมะ ผู้ใหญ่อยากไปดูซากุระ ช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่น ไปทริปเดียวกันเลยได้มั๊ย ? ป้ะ จัดไปโลด
ช่วงสงกรานต์เนี่ยปกติจะไปเที่ยวกับที่บ้านค่ะ พาเด็กๆ พ่อแม่ไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา คราวนี้ไฮโซคิดการไกลไปญี่ปุ่น หน้ามืดกันได้อีก ^^ ” เที่ยวนี้คาร์เธ่ได้ราคาโดนใจสุด มีโปรโมชั่นไปโตเกียว 14,500 บาท ( เด็ก 11,300 บาท ) แวะต่อเครื่องฮ่องกง 2 ชั่วโมง นิดๆ เอง ก็ถือว่ารับได้ไม่นานเกินไป เลยจัดการจองตั๋วให้หม่ามี้ พี่ๆหลานๆ รวมผู้ใหญ่ 5 คน เด็ก 2 คน โอเค เลสสะโก คะม่อนนนน
 14 Apr 2016  : BKK – Hong Kong – Tokyo 
ได้นั่งเครื่องของ Cathay Pacific สายการบินสัญชาติฮ่องกงเป็นครั้งแรกค่ะ ไหนมาชมสายการบิน Top 3 ที่ดีที่สุดของปี 2015 กันดีกว่า ขาแรกเป็นไฟล์ CX 708 ออกเดินทางจาก กรุงเทพ-ฮ่องกง เวลา 17.20 น. เป็นเครื่องที่นั่งแบบ 2-4-2 ที่นั่งไม่ใหญ่มากนะคะ อาหารการกิน ก็ไม่อร่อยไรร๊อกกกที่เห็นนี่ แค่เกลี้ยงฉาด 55555


แต่ตอนเปลี่ยนเครื่องจากฮ่องกงไปนาริตะ เครื่องใหญ่นั่งสบายมากกกกก flight CX 524 ออกจากฮ่องกงตีหนึ่งนะคะ ที่นั่งแบบ 3-4-3 กว้างขวาง เป็นพวกขายาวค่ะ ชอบสุดๆ มีหมอนหนุนด้านบนด้วยไฮโซ

15 Apr 2016 : Tokyo – Sensoji Temple – Tokyo Cruise – Odaiba
ประมาณไม่เกิน 7 โมงเช้าเราก็เดินทางถึงสนามบินนาริตะค่ะ ในนี้มีหม่ามี้กับเด็กๆ ที่เพิ่งเคยมาต่างประเทศเป็นครั้งแรก ดูจะตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจกันไม่น้อย ไล่ตั้งแต่อากาศที่ค่อนข้างเย็น ตึกรามบ้านช่อง ผู้คนที่แตกต่างจากบ้านเรา ^^
นี่กำลังรอรถไฟ Keisei Skyliner รถไฟด่วนสุดไฮโซของ Keisei ค่ะ ก็จะแพงนิดนึงเพราะอยากถึงที่พักและออกไปเที่ยวไวๆ ราคา 2,200 เยนต่อคน ราคาเด็กของที่นี่โดยมากก็ลดไป 50 % จากราคาผู้ใหญ่ จะมีรถไฟเข้าตัวเมืองที่ราคาถูกกว่านี้แต่ก็จะใช้เวลานานขึ้นนะคะ เลือกเจ้านี้เพราะเราพักแถวสถานีนิปโปริ ฝั่งย่านอุเอโนะใช้บริการ Keisei จะสะดวกสุดไม่ต้องต่อรถไฟอีกให้วุ่นวาย ถ้าใครพักฝั่งชินจูกุ/อิเคบุกุโระ ก็เลือกของ JR เลยค่ะ บูทขายตั๋วตรงข้ามกันเลย

ภายในรถไฟ Keisei Skyliner ค่ะ ก็คล้ายๆ เครื่องบิน ด้านหลังเป็นที่วางกระเป๋าเดินทางให้สะดวกสบาย ( น้องมินนี่เหมือนยังไม่ตื่นนอน ^^ ” ) ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเราก็ถึงสถานีนิปโปริปลายทางแล้ว ( อยู่ก่อนถึงสถานีอุเอโนะป้ายนึง )

หลังจากฝากกระเป๋าที่โรงแรม เราก็เริ่มตะลุยออกเที่ยวกันดีกว่า เริ่มกันที่วัดเซนโซจิ หรือวัดอะซากุสะ ที่เป็นที่คุ้นเคยกันดี พาแม่และเด็กๆ ที่ยังไม่เคยมาได้เริ่มต้นทริปญี่ปุ่นด้วยการไหว้พระเป็นสิริมงคลกัน นั่งรถไฟไปลง สถานี Asakusa ( G19 ) ออก Exit 3 นะคะ เดินตามเค้าไปเรื่อยๆ ประมาณ 500 เมตรก็ถึงวัดค่ะ
ถ่ายภาพร่วมกับหนุ่มสาวญี่ปุ่นที่มาไหว้พระในชุดยูกาตะกันหน่อย เค้าคิดไม่แพงค่ะ 20 บาท …. ( ล้อเล่น 55555555 )


มุมนี้ไม่ถ่ายถือว่าผิด ด้านหน้าทางเข้าวัดกับโคมไฟสีแดงโตๆ เนี่ย ^^

ก่อนเข้าวัดจะต้องมีพิธีการล้างมือล้างปากให้สะอาดก่อนค่ะ ( เห็นว่าจริงๆมีล้างหน้าด้วย แต่คงไม่ค่อยสะดวกกันเลยตัดไป )
สเต็ปการล้าง แบบจำง่ายๆ นะคะ ไหนๆมาแล้ว มาทำให้ถูกวิธีการแบบญี่ปุ่นๆ กันค่ะ ( น้ำเย็นคอดๆ )
ล้างมือซ้าย → ล้างมือขวา → ล้างปาก → ล้างมือซ้าย → ล้างกระบวย

หลังจากไหว้พระแล้ว เราก็มีแผนการจะล่องเรืออวกาศฮิมิโกะ ( Himiko Water Bus ) ที่มีดีไซด์สุดล้ำกัน ออกแบบโดยนักวาดการ์ตูนชื่อดังอย่างเรื่อง Galaxy Express ที่คนอายุเลขสามเลขสี่น่าจะคุ้นเคย 55555 พร้อมชมวิวล่องไปตามแม่น้ำสุมิดะ ( Sumida River ) จาก Asakusa ไปลง Odaiba ซึ่งท่าเรือ Tokyo Cruise ก็อยู่ใกล้สถานี Asakusa ที่มาลงนี่เองค่ะ ระหว่างที่คนอื่นๆ เดินไปหาอาหารกลางวันกินกันง่ายๆ แถวสถานี Asakusa เราก็แว่บไปซื้อตั๋วเรือก่อนค่อยตามไป มื้อแรกในญี่ปุ่นได้แก่… ร้านข้าวหน้าเนื้อยาชิโนยะนั่นเอง 55555 รสชาติก็ไม่ต่างจากที่เมืองไทยนะ แต่ที่โน่นจะมีชาเขียวร้อนๆ ตรงหน้าที่นั่งให้กดดื่มฟรีๆ ด้วย แถมราคาไม่แพงเลย ตกชามละห้าร้อยกว่าเยนเองค่ะ หรือคนละร้อยกว่าบาทนั่นแล อร่อยแถมประหยัดด้วย
จากนั้นก็ได้เวลาเดินไปที่ท่าเรือ Tokyo Cruise ค่ะ ถ้าอยากได้ภาพเรือด้านในสวยๆ เข้ามาก่อนใคร ควรมารอสัก 20-30 นาที ก่อนถึงรอบที่เรือจะออกนะคะ ราคาต่อคน 1,560 เยน เด็กราคา 930 เยน มีออกวันละ 3 รอบค่ะ 10.10 น./13.25 น./15.25 น .
หน้าตาของเรือ Himiko เท่ห์ฝุดๆ เราเลือกนั่งรอบ 13.25 น. จะได้มีเวลาที่โอไดบะนานๆหน่อย

ที่นั่งภายในเรือ Himiko ค่ะ ด้วยความที่มาเร็วเลยได้คิวแรกๆ ก็เลยเลือกได้เลยนั่งตรงไหน มีตึกเบียร์อาซาฮีเป็นแบ็คกราวด์ด้วย

เนื่องจากเราเดินทางจากเมืองไทยตอนกลางคืน แทบไม่ได้นอนเลย ถึงปุ๊บก็ออกเที่ยวปั๊บ พอหายตื่นเต้นกับวิวสองฝั่งแม่น้ำ ถ่ายรูปกันสนุกสนานอยู่พักนึงก็เริ่มสลบกันเป็นแถบๆ ^^ ” จนผ่านไปราว 50 นาทีก็ถึงโอไดบะ ( Odaiba ) ค่ะ เกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง แหล่งรวมศูนย์กลางความบันเทิงของโตเกียว เด็กๆ อยากมา เลโก้แลนด์ ( Lego domain ) และก็มาชมกันดั้มยักษ์กันที่นี่
เลโก้แลนด์ นี่ค่าเข้าแพ๊งแพง คนละ 2,300 แน่ะ แต่ถ้าจอง online มาก่อนจะได้ราคาถูกลงนะคะเหลือ 1,950 เยน แต่ต้องมั่นใจว่าวันที่มาต้องเป๊ะตามนั้นไม่งั้นเสียเปล่า เลยให้พี่สาวพาเด็กๆเข้าไป ส่วนที่เหลือช้อปปิ้งรอกันด้านนอก ที่นี่มีห้างติดๆ กันเดินเพลินเลย เค้กได้รองเท้า New Balance คู่ใหม่สไตล์วินเทจมาใส่เดินเฉิดฉายในญี่ปุ่นจากที่นี่ด้วย
ด้านในเลโก้แลนด์ค่ะ
กล่องข้อความ: สนุกสนานกับการเล่นต่อตัวเลโก้กันใหญ่ ต้นน้ำหลานชายนี่เรียกว่าบ้าต่อเลโก้มากกกกก

ถ่ายรูปกับกันดั้มยัก์หน้าห้าง Diver City ค่ะ ไม่ถ่ายด้วยถือว่าผิดอีกแล้ว ^^ ลมที่โอไดบะค่อนข้างแรงเลยจะหนาวหน่อยนะคะ

จริงๆ แล้วโอไดบะมีที่เที่ยวมากมายเลยนะคะ ทั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, พิพิธภัณฑ์ โตโยต้า ( Toyota Mega Web ), โอเอะโดะออนเซ็นโมโนกาตาริ, มาดามทุซโซ โตเกียว, ห้างสรรพสินค้าเพียบ ตกแต่งสวยงามอย่างกับยุโรปอย่างห้างวีนัส ฟอร์ด ( Venus Fort ) จุดชมวิวต่างๆ อย่างสะพานสายรุ้ง ( Rainbow Bridge ) เป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองโตเกียวและเกาะโอไดบะ เป็นต้น แต่ทริปนี้มีทั้งเด็ก ทั้งคนแก่ เลยไปแบบหลวมๆ หน่อย ไม่ต้องเดินเยอะมาก ซึ่งจริงๆ มันก็อยู่ติดๆ กันหมดนะคะ มีออนเซ็นละมั๊งที่ต้องรถไฟต่อไปอีกนิด ( แต่จริงๆ ถ้ารักจะเดินก็พอไหว 55555 )
หลังกินอาหารเย็นกันที่ Food Court ของ Diver City แล้ว เราก็กลับที่พักโดยรถไฟไร้คนขับสาย Yurikamome กลับมายังโตเกียวกัน ที่พักคืนแรกนี้อยู่ติดสถานีนิปโปริ ( Nippori ) เลยค่ะ แบบที่ว่าเดินออกจากสถานีแทบจะไม่กี่ก้าวถึงละ ห้องเล็กไปนิดแต่เทียบความสะดวกทั้งปวง คือมาจากสนามบินด้วยรถไฟ Keisei แล้วถึงเลยไม่ต้องต่อ สถานีไม่ใหญ่โตวุ่นวายขวักไขว่ เดินง่ายและสถานีนี้มีทั้งลิฟและบันไดเลื่อนเหมาะกับคนแก่ด้วย
ห้องของ Hotel Sunny Nippori ค่ะ ซึ่งไม่ได้ว่างกันง่ายๆ นะคะ เพราะราคาไม่แพงมาก ( คืนละ 4,000 บาท ) เทียบกับความสะดวกที่ต้องเน้นตรงนี้นิดนึง และมีอาหารเช้าให้อีกด้วย พอได้ปุ๊บเลยไม่ปล่อย จัดเลย 55555

16 Apr 2016 : Tokyo – Gala Yuzawa Ski Resort
เดือนเมษา ใครว่าจะหาหิมะเล่นบ่ได้ เล่นหิมะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เด็กๆ ว้อนท์เหลือเกินนน ต้องจัดให้แถมยังมาลงตัวที่เดือนนี้ทั้งเด็กๆ ที่ปิดเทอมแล้วและผู้ใหญ่ลางานได้อีกตะหาก แต่ลานสกีกาล่า ยูซาวะ ( Gala Yuzawa ) ณ จังหวัดนิงะตะ ( Niigata ) ช่วยเราได้ค่ะ ที่นี่มีหิมะให้เล่นยาวไปถึงสิ้นเดือนเมษานู่นเลย ( แต่ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพอากาศปีนั้นๆ ด้วยนะคะ โดยส่วนใหญ่นั้นได้ )
จริงๆเมืองยูซาวะ ในจังหวัดนิงะตะ มีลานสกีมากมาย แต่ละที่ก็จะมีจุดเด่นรวมถึงวันปิดลานสกีต่างกันด้วย แรกเริ่มเราวางแผนไปลานสกีนาเอบะ ( Naeba Ski Resort ) เพราะเป็นลานใหญ่มีกิจกรรมสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่มากมายเหมาะกับมาเป็นครอบครัวที่มีเด็กๆ มาด้วย ที่ไม่ได้เน้นแต่เล่นสกีค่ะ และคุณภาพหิมะที่เค้าว่าดีกว่า Gala Yazawa แต่ปีนี้หน้าร้อนมาเร็ว หิมะละลายเร็ว เลยมีประกาศแดงแจ๋ขึ้นหน้าเวปว่าลานสกีจำเป็นต้องปิดเร็วกว่าปกติถึง 1 เดือน คือปิดช่วงต้นเมษาไปเรียบร้อย เราเลยเบนเข็มมาที่ Gala Yuzawa แทน ซึ่งถ้าเทียบการเดินทางแล้ว Gala Yuzawa นั้นสะดวกกว่าเพราะนั่งรถไฟชินคันเซ็นจากโตเกียวมาราวๆ 1 ชั่วโมงนิดๆแล้วถึงเลย แต่ Naeba นั้นต้องนั่งรถบัสต่อไปอีกราว 1 ชั่วโมงค่ะ ดังนั้นบางคนเลยมาเล่นหิมะที่นี่แบบ 1 day stumble จากโตเกียวได้โดยไม่จำเป็นต้องพักค้างคืนเลย
หลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรมพร้อมฝากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไว้ที่ Hotel Sunny ( โรงแรมใจดีให้ฝากไม่คิดตังค์ด้วยค่ะ ) แล้วใช้ใบเล็กใส่สัมภาระสำหรับค้าง 1 คืนเพื่อความคล่องตัว เราก็เริ่มออกเดินทางไปขึ้นรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็น ( shinkansen ) กันที่สถานีอุเอโนะเล้ยยย
หลายคนในคณะเพิ่งจะเคยนั่งชินคันเซ็นหนแรก เลยตื่นเต้นกันเล็กน้อย แถมรถไฟชินคันเซ็นขบวนที่ไปยูซาวะนั้นมีความพิเศษที่เป็นชินคันเซ็น 2 ชั้นค่าาาา ว้าววววว แต่ขาไปเนี่ย มีความผิดพลาดเกิดขึ้นตรงที่ไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะนั่งชั้น 2 เค้าก็ดันจัดที่นั่งชั้นล่างซึ่งมันเสมอรางรถไฟให้ มองแทบไม่เห็นอะไรเลย ตอนขากลับเลยแก้ตัวแจ้งเค้าไปค่ะว่าจะนั่งชั้น 2 – – “ ซึงการนั่งชินคันเซ็นถ้าเราไม่จองที่นั่งแบบระบุที่ไว้ จะมีโบกี้ที่ให้ไปมั่วกันเอง ส่วนใหญ่ก็ 5 โบกี้แรกอะไรแบบนี้ค่ะ แต่ต้องไปลุ้นเอาว่าจะมีที่นั่งว่างมั๊ยนะ แบบนั่งรถเมล์ 555555 ดังนั้นเพื่อความสะดวกสบาย เราเลือกแบบระบุที่นั่งดีกว่าค่ะ
ภายในรถไฟชินคันเซ็นไป Gala Yuzawa ^^

SEE ALSO  Thank-You Messages, Phrases, and Wording Examples

สำหรับการเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยรถไฟชินคันเซ็นนั้นเป็นอะไรที่แพงใช่เล่นนะคะ ถ้าปราศจากการวางแผนการเดินทางที่ดี ที่ญี่ปุ่นมี travel by การเดินทางมากมาย ถ้าเราวางโปรแกรมแล้ว ลองหาข้อมูลดูค่ะว่ามี elapse ไหนเหมาะกับเราบ้าง ซึ่งจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากกว่าการซื้อตั๋วแยกมากกว่า 50 % เลยทีเดียว และ pas ที่ผ่านการคัดเลือกสำหรับทริปนี้ได้แก่ Tokyo Wide Pass ค่ะ ที่ใช้เดินทางด้วยรถไฟของบริษัท JR ทั้งหมด รวมทั้งชินคันเซ็น ทั่วโตเกียวและจังหวัดโดยรอบได้ไม่จำกัด ( ภูมิภาคคันโต ) ในเวลา 3 วันต่อเนื่องกัน ในราคาแค่ 10,000 เยน เท่านั้น ( เด็ก 5,000 เยน ) หรือเค้าเรียกว่าบัตรเบ่งเล็ก เพราะสามารถเข้าช่องพิเศษตรงที่มีเจ้าหน้าที่อยู่เพียงแค่แสดงบัตรเบ่งนี้ให้ดูแค่นั้น ( เบ่งใหญ่ก็ JR Pass นั้นไง ) แต่ Tokyo Wide Pass ต้องไปซื้อที่ญี่ปุ่นตามสถานีหลักต่างๆนะคะ ไม่มีขายที่เมืองไทย เราซื้อที่สถานีอุเอโนะค่ะ ที่นาริตะเองก็มีขายเพียงแต่เรามา flight เช้าเกินไป counter ขายยังไม่เปิดที่นาริตะ จะซื้อที่สถานีไหนดูเวลาเปิด-ปิดด้วยเด้อ บูทขาย pass นี้จะอยู่ที่ JR Office ที่สถานีนั้นๆ นั่นแหล่ะ หลังซื้อแล้ว เราก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้เลยว่าจะเริ่มเปิดใช้ communicate วันไหน เค้าก็จะประทับวันที่เริ่มใช้ลงไป เพราะมันจะ valid จากนั้น 3 วันค่ะ และเราก็แจ้งได้เลยว่าวันที่ 1 2 3 จะใช้ไปไหนบ้าง ถ้าในนั้นเป็นชินคันเซ็น เค้าจะระบุที่นั่งพร้อมให้ตั๋วที่นั่งเล็กๆ ของชินคันเซ็นในวันนั้นๆ มาให้ด้วย มันมีขั้นตอนจึงใช้เวลาประมาณนึง ยังไงเวลาไปซื้อเผื่อเวลานิดนะคะ
เอาล่ะ เรามาลงที่สถานี Echigo-Yuzawa กันเพราะจองโรงแรมไว้ที่นี่ค่ะ ส่วนใหญ่ถ้าใครเลือกค้างคืนก็จะพักกันที่นี่ เพราะความเจริญ ร้านอาหาร ร้านค้าตั้งอยู่ที่สถานีนี้ ( ป้ายนึงก่อนถึง Gala Yuzawa ) ขอฝากสัมภาระเหมือนเดิม แล้วออกไปเล่นหิมะกันเลย จากโรงแรมมี free shuttle bus topology ไปค่ะ นั่งแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว
และเราสามารถใช้ Tokyo Wide Pass มาเป็นส่วนลดในการเช่าอุปกรณ์เล่นหิมะ เช่นรองเท้า ถุงมือ Sled และบัตรค่ากระเช้า ( Gondola ) ขึ้นไปยังลานหิมะได้ ในราคาแค่ 2,000 เยน เด็ก 1,400 เยน จากปกติ 2,900 เยน เด็ก 1,950 เยน เห็นเมะ ได้สิทธิพิเศษจากบัตรเบ่งอีกแร้ว ที่ Gala Yuzawa นี่พนักงานส่วนใหญ่เป็นฝรั่งค่ะ ดีจุงเบยยยย สื่อสารกันสบายกว่าคนญี่ปุ่นเยอะ^^ ”
เด็กๆกินไอศกรีมหลังจากได้อุปกรณ์เล่นหิมะครบพร้อมลุยแล้ว กินไอศกรีมกันได้ตลอดเวเลยค่ะ ก็ต้องยอมรับว่าที่นี่ไอศกรีมอร่อยจริงๆ 5555 ด้านหลังจะเห็นคนชลมุนเลือกรองเท้ากันอยู่ และจะมี footlocker เก็บของได้ค่ะ ( ค่าเช่า 1,000 เยน )

พร้อมแล้วเราก็ลาก sled ไปขึ้น Gondola กัน

แล้ว Gondola ก็พาเราขึ้นไปยังลานสกีด้านบนค่ะ หวาดเสียวเหมือนกันนะ เรามาช่วงปลายฤดูแล้วหิมะเลยไม่ขาวไปทั่วบริเวณเท่าไรค่ะ ถ้ามีหิมะปกคลุมขาวโพลนคงสวย ( หนาว ) น่าดู

ด้านใน Gondola ค่ะ แม่แอบบ่นว่าไม่น่าขึ้นมาเลย หวาดเสียว แต่จริงๆ มันขึ้นไปช้าๆ นะคะ 55555

พอถึงด้านบน ก็จัดกันเลยค่ะ เด็กๆ สามารถเล่นไถล down mound ไปบนหิมะได้ไม่เลิกเลย สนุกสนานกันมาก ทรงตัวกันเก่งด้วย น้ามันนี่ล้มคว่ำคะมำหงายตลอดๆ เด็กๆ เล่นกันฉิวๆ เลย ที่ดีอีกอย่างคือไม่หนาวมาก ไม่มีลมค่ะ เลยเล่นกันได้อย่างสบายๆ เลย มีหมามี้ที่ไม่ยอมออกมาจากอาคาร นั่งมองจากด้านในเอา ไม่มีตื่นหิมะเลย 5555555

อีกด้านจะเป็นลานสกีค่ะ จะเห็นว่าหิมะมันก็เริ่มละลายเยอะแล้ว แต่ที่นี่ยังจะเปิดให้เล่นถึงปลายเดือนเมษายนนั่นเลย

ประมาณ 5 โมงเย็นเราก็นั่ง Gondola กลับลงมาค่ะ แทบจะเป็นเที่ยวท้ายๆ เลย เพราะใกล้ปิดแล้ว อ่อ ด้านบนมี Food Court ด้วยนะ จะมีตู้ให้กดเลือกอาหารหยอดเหรียญ เราเลือกเมนูอะไรก็จะได้ใบไปรับอาหารนั้นที่ร้านอีกทีค่ะราคาปกติ ไม่แพงมาก จานละประมาณ 700-1,500 เยน ขากลับลงมาก่อนออกมีป้ายขอบคุณเป็นภาษาไทยด้วย ^^

ที่พักของคืนนี้ค่ะ Yuzawa Grand Hotel เป็นแบบเรียวกัง นอนฟูกญี่ปุ่น และเป็นที่พักที่แพงสุดในทริปนี้เลย เพราะหลายคนยังไม่เคยนอนแบบเรียวกัง และที่นี่ออนเซ็นสวยมาก มีทั้งแบบ indoor และ outdoor เลยยอมกัดฟันจ่ายคืนละ 6 พันกว่าบาทค่ะ ได้ลองใส่ยูกาตะนอนเรียวกังสัมผัสประสบการณ์แบบญี่ปุ๊นญี่ปุ่นกัน

น้องมินนี่ นางก็จะสามารถครีเอทหน้า ท่าทางในทุกรูปได้อย่างไม่มีซ้ำ อยู่ในช่วงฟันหน้าหลอก็ไม่มีหวั่นเกรง ^^ ”

ด้านในแบ่งเป็นโซนที่นอนเป็นสัดส่วน น่านอนแถมนอนสบายมาก แม่ชอบมากๆ ค่ะ บอกหลับสบายดีจริงๆ

ออนเซ็นของโรงแรมค่ะ แอบไปจิ๊กรูปจากโรงแรมมา เพราะเค้าไม่ให้ถ่ายรูปด้านใน อยากให้เห็นว่ามันสวยแค่ไหน เลยออนเซ็นมันทั้งตอนเย็นและตอนเช้าเลย กลัวไม่คุ้ม ^^ ”

SEE ALSO  To punch above its weight, scaled-down Wishbeer takes franchise gamble | Coconuts

ตอนค่ำๆ เราออกไปซื้ออาหารเช้ามาตุนจาก Seven-Eleven หน้าโรงแรมค่ะ เพราะไม่มีอาหารเช้าให้ แล้วเลยตามกลิ่นเนื้อย่างไป เมืองยูซาวะนี่สาเกขึ้นชื่อค่ะ เราเลยมาลองจัดมื้อเบาๆ หลังอาหารเย็นด้วยเนื้อย่างแกล้มสาเกกันที่ร้าน local ที่มีแต่คนญี่ปุ่นมานั่ง
สาเกในขวดเล็กๆ ขาวๆนี่ล่ะค่ะ ถึงกะร้อนวาบๆ เป็นทางทีเดียวเชียว กินตั้งนานไม่ยักหมด ดีกรีแรงมว๊ากกกก แล้วก็สั่งเหล้าบ๊วยด้วยค่ะ อันนี้บางหน่อย อร่อยเริ่ดดด

แกล้มกับเนื้อย่างสุขีสุโขสุดๆ จะเห็นว่าโต๊ะไม่ว่างเลย คนญี่ปุ่นมานั่งดริ๊งกันตรึม จัดมื้อเบาๆ คนละประมาณ 1,000 เยนแล้ว ก็เดินกลับโรงแรมกัน มีเรื่องตื่นเต้นเล็กๆ เพราะนายแม่ที่ไม่ยอมออกไปเดินกับพวกเรา เผลอหลับแล้วไม่ตื่นมาเปิดประตูให้ เรียกเท่าไรก็ไม่หืออือ ทำเอาตกอกตกใจกันทั้งโรงแรม ( ทำให้รู้ว่าคนไทยเพียบ เพราะโผล่หน้ามาถามกันสลอนว่าเกิดอะไรขึ้น ) จนเจ้าหน้าที่เกือบทลายประตูเข้าไปแล้ว ดีที่ตื่นมาขานรับทัน ก่อนเจ้าหน้าที่จะเอาแชลงงัดเสี้ยววินาทีเท่านั้น เลยคุยกันว่าทีหลังจะไม่ปล่อยแม่อยู่คนเดียวแล้ว และเป็นอันการันตีว่าฟูกญี่ปุ่นเนี่ยมันคงนอนสบายจริงๆ – – “

17 Apr 2016 : Strawberry Farm – Ameyoko  Market
ความฝันที่จะกลับไปเล่นหิมะของเด็กๆอีกวันเป็นอันสลายไป เพราะวันนี้ลมแรง ทุกลานสกีปิดหมดเพื่อความปลอดภัย ( เพราะต้องนั่งกระเช้าขึ้นไป ลมแรงมากคงอันตราย ) โรงแรมก็ดีค่ะ มีเอาโบรชัวร์นั่นนี่มาให้ดูว่ามีอะไรอีกเยอะนะ สะดุดที่ไร่สตรอเบอร์รี่นี่แหล่ะ เอออออ จริงด้วย ก่อนมานี่ อ่านข้อมูลเมืองยูซาวะ จำได้ว่ามีไร่สตรอเบอร์รี่ไม่ห่างออกไปมาก นั่ง cab ไปแป๊บเดียวประมาณ 1,000 เยนก็ถึง ถามสมาชิกแล้วก็สนใจกัน เลยให้โรงแรมเรียกมา cab ให้ 2 คัน จัดไปกันเลย
พอเดินเข้าไปในไร่ กลิ่นสตรอเบอร์รี่ก็ตีเข้าจมูกหอมไปทั่ว ไร่ก็สะอาดสอ้าน การเข้าชมมีให้เลือก 2 แบบค่ะ เสียค่าเข้าแบบไปเด็ดกินไม่อั้น หรือจะเสียค่าเข้า 150 เยน พร้อมซื้อกระป๋องเก็บสตรอเบอร์รี่อีก 100 เยนแบบในรูป เด็ดแล้วมาคิดราคาตามน้ำหนัก เต็มกระป๋องนี้ประมาณ 2,000 เยน เอากลับไปกินได้ แบบหลังห้ามเด็ดแล้วกินนะคะ เค้าก็ไม่ได้ตามมาดูหรอกค่ะ อาศัยเชื่อใจเอา เด็กๆ แทบจะทนความหอมไม่ไหวจะยัดใส่ปากกันหลายรอบ คือต้องเอาไปชั่งน้ำหนักจ่ายเงินก่อนค่ะ ถึงจะกินได้ ^^ ”

กลายเป็นทุกคนสนุกสนานไปกับโปรแกรมนี้นะคะ เดินเก็บกันจนเต็มกระป๋องทุกใบเลย แม่ก็ชอบ ชมใหญ่ว่าสตรอเบอร์รี่เค้าลูกใหญ่ หอมหวานมาก ว่าแล้วหลังจ่ายเงินเรียบร้อย ก็จัดกันที่โต๊ะในไร่นั่นแล ยังไม่ทันไปไหนเลย แทบจะกินแทนข้าวกลางวันเลย 5555555 เพราะที่เมืองไทยราคาแพงมากกกกก มาถึงที่เลยต้องเอาให้คุ้ม

จากนั้นเราก็กลับเอาสัมภาระที่โรงแรม แล้วนั่งชินคันเซ็นกลับโตเกียวกันค่ะ พอถึงโตเกียวลงสถานีอุเอโนะปั๊บ เราก็ไปหา อิจิรัน ราเมง ( Ichiran Ramen ) หรือราเมงข้อสอบอันโด่งดังกินกันที่สาขาอุเอโนะนี้ เพราะกว่าจะเข้าไปกินได้ ต้องติ๊กเลือกเส้น เลือกน้ำ เลือกระดับความเผ็ดนั่นนี่วุ่นวาย เหมือนทำข้อสอบ ได้ข่าวว่าเลือกผิดคิดจนตัวตายด้วย 5555 เลือกเผ็ดระดับ 4 ( จาก 10 ) นี่เผ็ดใช้ได้เลย แอบชิมของน้องมินนี่ที่ไม่เผ็ดไป อร่อยกว่าแฮะ แถมเด็กๆ เอร็ดอร่อยกับราเมงสุดๆ ค่ะ
ข้อสอบน้องมินนี่ค่ะ ร้านนี้แถวยาวมากจริงๆ คดไปเคี้ยวมา เกือบจะถอดใจไม่กินแล้ว แต่ก็เอาสักหน่อย ไหนๆ มาถึงแล้ว ระหว่างต่อแถวเราก็ทำข้อสอบกันไป ( ลอกกันกระจาย ) ถ่ายรูปเล่นกันไปค่ะ

หน้าตาของราเมงข้อสอบค่ะ สีแดงๆ นั่นพริกค่ะ ใส่ระดับ 4 เข้าไป อืมมม เผ็ดดดดด และที่นั่งก็เป็นคอกๆ เหมือนสอบไล่ปลายภาคจริงๆ เพราะเค้าอยากให้เราดื่มด่ำกับรสชาติราเมงเต็มๆ อย่าไปคุยกะใครงิ ตกชามละพันเยนกลางๆ ค่ะ เพราะเพิ่มเครื่องเคียง เพิ่มไข่เพิ่มหมูมาด้วย

อิ่มหนำแล้วเราก็นั่งรถไฟต่อไปอีกหนึ่งสถานีเพื่อไปเอากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ฝากไว้ที่ Hotel Sunny แล้วเราก็ฮิโซนั่ง cab ไปยังโรงแรมที่จะนอน 3 คืนหลัง เพื่อไปขอ drop กระเป๋าก่อนเหมือนเดิม เพราะยังไม่ได้เวลา check in โดยจะเปลี่ยนไปนอนฝั่งย่านชินจูกุบ้าง ค่อยนั่งรถไฟต่อไปยังตลาดอะเมโยโกะยอดฮิต ( Ameyoko Market ) ในช่วงบ่ายแก่ๆ แหล่งขนมของกิน ของใช้เครื่องสำอางค์ราคาย่อมเยา ของสดก็มี เรามาชิมขาปูยักษ์กันที่นี่แหล่ะ พี่หมูเห็นเล็งๆ อุปกรณ์กอล์ฟไว้ และพี่เหมียวจะแยกพาต้นน้ำไปพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติที่ตั้งอยู่ที่สวนอุเอโนะด้วย ที่เด็กๆ น่าจะชอบ เพราะยังเหลือเวลา จากที่แพลนจะกลับมาถึงเย็นๆ เนื่องจากลานสกีปิดเลยมาถึงไวกว่าแผนเดิม
ถ่ายรูปกันหน้าตลาดก่อนจะแยกย้ายไปทางใครทางมันค่ะ ( ทางช้อปปิ้งกับทางพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ )

ก่อนกลับที่พัก มีแวะกินอาหารเย็นกันที่ร้านเนื้อย่าง Gyubei Seian ที่สถานีอิเคบุกุโระ ( Ikebukuro ) ซึ่งอยู่ถัดจากสถานีชินโอคุโบะ ( Shin-Okubo ) ที่พักไป 3 ป้ายรถไฟค่ะ ( สถานีชินจูกุจะอยู่ก่อนถึงสถานีชินโอคุโบะ 1 ป้าย ) ร้านเนื้อย่าง Gyubei Seian นี้ตั้งอยู่บนชั้น 8 ของห้าง Seibu ตรงสถานีรถไฟอิเคบุกุโระเลยค่ะ อยู่ข้างๆ ร้านมิโดริซูชิอันโด่งดัง ไปง่ายมากๆ
นั่งห้อง private กันเลยทีเดียว หน้าตาเหล่าชมรมคนรักเนื้อทั้งหลายยยย

ดูเนื้อเค้าซิล่ะ โอยยยย สุโค่ยมาก จานนี้แพงระดับกลางค่ะ เป็น Supreme rip eye 7 ชิ้น ( 100 กรัม ) ล่อไป 2,700 เยน น้ำจิ้มก็อร่อย จริงๆ Specially selected rib eye จานละ 1,815 เยน ก็แหล่มมากแล้วเหมือนกัน ต้นน้ำวิจารณ์ว่าน้ำจิ้มเนื้ออร่อยทั้งที่นี่และที่ร้านเนื้อย่างที่ยูซาวะเลย มื้อนี้จัดเต็มจัดแพงสุด สิริรวม 17,496 เยน ^^ ” ( ยังดีอยู่ในงบตั้งไว้ 18,000 เยน )

อิ่มแล้วกลับโรงแรม Shin-Okubo City Hotel ราคาตกคืนละ 4,000 บาท แต่เป็นห้อง twin ! ! ที่เดินไปจากสถานี Shin-Okubo เพียง 100 เมครเท่านั้น หน้าปากซอยเป็น seven-eleven อีกต่างหาก เดินออกมาซื้ออาหารเช้ากันสบายๆ เลย การเดินทางของวันนี้ทั้งหมด เราใช้บัตรเบ่งเล็ก Tokyo Wide Pass ได้เลย เพราะอยู่ใน Yamanote Line ของ JR ทั้งหมดค่ะ
18 Apr 2016 : Fuji Kawaguchiko
วันนี้เราใช้ Tokyo Wide Pass กันให้คุ้มสุดๆ เป็นวันสุดท้าย โดยเลือกเดินทางไปทะเลสาปคาวางุชิ ( Kawaguchiko ) หนึ่งในบรรดาทะเลสาบทั้ง 5 ที่อยู่รอบภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นสถานที่สวยติดอันดับในการถ่ายภาพวิวภูเขาไฟฟูจิ การนั่งรถไฟไปที่ทะเลสาปนี้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ ต่อรถ 3 ครั้งค่ะ ซึ่งรวมๆ อาจจะนานและวุ่นวายกว่าไปนั่งรถบัสที่ชินจูกุที่ไปแบบต่อเดียวถึง แต่ข้อดีคือเวลาจะแม่นเป๊ะกว่าไปทางรถซึ่งในช่วงเทศกาลอย่างซากุระนี้ รถอาจจะติดหนับ จากเดินทาง ชั่วโมงครึ่งไปเป็น 3-4 ชั่วโมงเลย และด้วยความอยากใช้ travel by ให้คุ้ม เราเลยเลือกเดินทางด้วยรถไฟค่ะ ลายรถไฟต่อสุดท้ายก็เป็นฟูจิซังคิขุน่ารักเชียว

ด้านใน ลายผ้าม่าน ยังเป็นลายภูเขาไฟฟูจิเวอร์ชั่นการ์ตูนเลยค่ะ ^^

เราจะเริ่มเห็นฟูจิซังตั้งแต่นั่งอยู่บนรถไฟเลยค่ะ เลือกนั่งฝั่งซ้ายไว้นะ จะได้ถ่ายรูปถนัดๆ เห็นกี่ทีก็อดว้าวไม่ได้ ^^

ควรดูพยากรณ์อากาศไปก่อนนะคะ ถ้ามีแดดบ้างถือว่าโชคดีสุดๆ วันนี้ท้องฟ้าจะแจ่มใสไปถึงแค่ช่วงไม่เกินบ่ายสอง เราเลยวางแผนนั่งรถ Retro Bus ที่วิ่งให้บริการรอบทะเลสาป ไปลงจุดชมวิวจุดสุดท้ายป้าย 21 กันก่อน เพื่อถ่ายรูปกับภูเขาไฟฟูจิในตำแหน่งที่สวยสุดให้หนำใจ ก่อนที่นางจะหลบซ่อนตัวเป็นภูเขาขี้อายต่อไป
วิวภูเขาไฟฟูจิที่ป้ายหมายเลข 21 ค่ะ เริ่มมีเมฆลอยมาอึมครึมๆ ด้านบนนิดๆ เลยรีบไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันก่อนเลย อ้อ ไอศกรีมที่นี่อร่อยเลิศอีกแล้ว อย่าลืมไปชิมพร้อมชมวิวไปด้วยนะคะ ^^

ไอศกรีมเค้าอร่อยจริงๆ สองคนนี้การันตี

เสร็จแล้วเราก็นั่งรถย้อนกลับมาที่ป้ายหมายเลข 17 จุดชมซากุระอันสวยงามของทะเลสาปค่ะ สาวๆ ทั้งพี่เหมียว เค้กที่เห็นดงซากุระกรี๊ดจะลงกันจนเกือบไปไม่ถึงป้าย 21 ^^ ” ( ต้องเบรคไว้ก่อนเพราะเราต้องไปให้เร็วแข่งกับท้องฟ้าที่เปิดอยู่ค่ะ )

ปกติช่วงดอกซากุระที่โตเกียวจะบานสะพรั่งอยู่ในช่วงปลายๆ เดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นๆ เมษายน แต่ที่ Kawaguchiko นี้ ดอกซากุระจะบานช่วงกลางเดือนเมษาค่ะ ซึ่งเป็นช่วงที่เราเดินทางไปพอดิบพอดี ใครเดินทางช่วงนี้แล้วอยากชมดอกซากุระ ก็มาที่นี่ได้ค่ะ ^^
ถ่ายแหลก แม่เริ่มเมื่อยมานั่งรอ

SEE ALSO  Innisfree’s Green Christmas 2017 Collection: Roanna Tan | Paradeoflove

ถ่ายกันได้ไม่เลิกไม่รา มองด้วยตาสวยกว่ามองผ่านรูปมากๆ ค่ะ ไม่รู้เป็นที่บรรดาฝีมือคนถ่ายด้วยมั๊ย 555555

ดอกซากุระมีฟูจิซังเป็นแบ็คกราวด์

อาหารพิ้นเมืองขึ้นชื่อของจังหวัดนี้ ( Yamanashi ) เค้าคือโฮโต ( Hoto ) ซึ่งคือ อาหารจานเส้นคล้ายอูด้งแต่แบนๆ หนาๆ น้ำซุปก็จะเป็นมิโสะ ผสมกับผักอีกเพียบ อย่างเห็ด ฟักทอง ผักกาดขาว เต้าหู้ ต้นหอม ไม่มีเนื้อหมูหมากาไก่นะคะ ผักกับเส้นล้วนๆ แล้วร้านดังย่าน Kawaguchiko ก็สถิตอยู่ป้าย 17 นี้ค่ะ คือร้าน Hoto Fudo ถ่ายรูปกันเหน็ดเหนื่อยได้เวลาอาหารแล้ว เราเลยเดินต่อไปยังร้านนี้กันเลย ต้องเดินเข้าซอยไปประมาณนึงเลยค่ะ กว่าจะถึงร้าน ก็เดินตามป้ายไป
นั่งรอหลังสั่งอาหารกันค่ะ นอกจากโซนนั่งกับพื้นแล้ว อีกด้านมีแบบเป็นโต๊ะด้วยนะ ถ้าใครไม่ถนัดนั่งพื้น

ชามยักษ์มากกกกก เห็นแล้วแม่ขำก๊ากเลย มันใหญ่มากจริงๆ ค่ะ แบบที่ว่าชามนึงน่าจะกินได้สองคนเลย ก็อร่อยใช้ได้นะคะ ต้นน้ำนี่อร่อยมากกินหมดชามเลย ผู้ใหญ่ยังกินกันไม่หมด เยอะไปไหน ^^ ” ก็ไม่แพงนะ ตกชามละไม่ถึง 1,000 เยนเลยค่ะ อิ่มหนำแล้วมาชักภาพหมู่หน้าร้านกันสักเล็กน้อย

จากนั้นเราก็ไปรอรถที่ป้ายค่ะ ที่นี่เราซื้อ Pass นั่งรถได้แก่ R-Coupon ตรงสถานีรถไฟ Kawaguchigo ค่ะ ซึ่งรวมค่ารถ Retro Bus วิ่งรอบทะเลสาป ค่านั่งกระเช้าขึ้นไปชมวิวและค่าลงเรือชมทะเลสาปให้ด้วย จากแผนการเดินทางนั้นคุ้มกว่าซื้อเป็นเที่ยวๆ แน่นอน
รอรถที่ป้ายหมายเลข 17 ค่ะ เพื่อไปจุดถัดไปคือป้ายหมายเลข 10 ไปขึ้นกระเช้า Kachi Kachi Ropeway ใช้ R-Coupon สามารถขึ้นได้เลย 1 รอบไปกลับ มาชมวิวทะเลสาปและฟูจิในมุมสูงกัน อากาศเริ่มหนาว ฟ้าครึ้มมีฝนปรอยลงมาเล็กน้อยแล้ว

หน้าตากระเช้าที่พาเราขึ้นไปชมวิวค่ะ

ด้านในกระเช้า ระหว่างพาขึ้น เราก็จะเห็นวิวทะเลสาปคาวางุชิในมุมสูง ^^ อันนี้คนค่อนข้างเยอะนะคะ มุมจะใกล้นิดนุง

วิวด้านบน ฟูจิขี้อายหลบเข้ากลีบเมฆไปเรียบร้อย ^^ ”

เค้าจะมีกล้องส่องทางไกลให้เราหยอดเหรียญ ส่องฟูจิแบบใกล้ๆ จะเห็นบนนี้มีซากุระประปรายด้วย

จากนั้นเรากลับลงมา แล้วแวะป้ายหมายเลข 7 Kawaguchiko Herb Kan ที่จัดแสดงสมุนไพร ของหอมอะไรอีกเล็กน้อย ก็กลับมายังจุดเริ่มต้นคือสถานี Kawaguchiko กลับโตเกียวค่ะ จองไว้รอบเกือบ 5 โมงเย็น ดังนั้นจึงต้องกะเวลารอบรถ Retro Bus ( มีตารางเวลาเดินรถหยิบที่สถานีรถไฟได้เลย ) เวลาเที่ยว เวลากลับถึงสถานีเพื่อขึ้นรถไฟดีๆ นะคะ มันเป๊ะตามนั้นเลย ไม่งั้นจะตกรถไฟเอาได้ เรา skip ล่องเรือไปค่ะ เดี๋ยวจะไม่ทัน และถึงตัดล่องเรือออก การใช้ pass ก็ยังคุ้มกว่าอยู่ดี
กลับถึงที่พักก็ค่ำแล้วค่ะ เพราะเดินทาง 2 ชั่วโมงกว่า ก็ได้เวลาอาหารเย็น เราหาร้านกันแถวที่พักย่าน Shin-Okubo นี่แหล่ะ ย่านนี้เป็น Little Korea ในโตเกียวค่ะ อาหารเกาหลี ซีดี ของที่ระลึกดาราเกาหลีเพียบ เจอกัปตันยูซีจิน แห่ง Descendants of the sun ด้วย เลยซื้อมาฝากเหล่าบรรดาติ่ง มื้อนี้ก็จัดที่ร้านเกาหลีนี่แหล่ะค่ะ ทั้งหมูเนื้อไก่ปิ้งย่าง ซุปกิมจิ บิบิมบับหรือข้าวยำเกาหลี เบียร์ อู้ยยยย อร่อยอีกแล้วอ้ะ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปร้าน ถ่ายอาหารไว้เลย อ่านชื่อก็ไม่ออก 555555 แต่มาถูกนะ เพราะวันรุ่งขึ้นก็มากินที่นี่กันอีกค่ะ อยู่ก่อนถึงซอยโรงแรมนิดเดียว
19 Apr 2016 : Meiji Shrine – Shinjuku
วันนี้ take it easy ค่ะ โปรแกรมเที่ยวเบาๆและช้อปปิ้งในโตเกียวก่อนกลับ เริ่มต้นด้วยการไปศาลเจ้าเมจิ ( Meiji Shrine ) ที่ย่านฮาราจูกุกันก่อนเลย ศาลเจ้าศักสิทธิ์ที่คนญี่ปุ่นนิยมมาขอพรปีใหม่ รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ราวกับไม่ได้อยู่ย่านฮาราจูกุทีเดียว ว่าแล้วก็นั่งรถไฟไปสถานีฮาราจูกุ ออก Omote-sando Exit นะคะ แล้วเดินเลี้ยวขวาเข้าทางเข้า เดินผ่านต้นไม้น้อยใหญ่มาเรื่อยๆ จะเจอศาลเจ้าเมจิ ที่ดูอลังการแบบนี้ วันนี้เราใช้บัตร Suica ซึ่งเป็นบัตรรถไฟฟ้าในการเดินทางนะ เพราะบัตรเบ่งหมดอายุไปแล้ว

ก่อนเข้าศาลเจ้าก็ล้างหน้าล้างปากตามสเต็ปเดิมเลยค่ะพอเข้าไปแล้วให้โยนเหรียญลงไปในกล่องใหญ่ๆ ที่เป็นไม้ซี่ๆ เค้านิยมใช้เหรียญ 5 เยน เพราะเสียงอ่านในภาษาญี่ปุ่นพ้องกับคำว่า ความสุขความโชคดี แล้วก็ไหว้ตามสเต็ปนี้ค่ะ
โยนเหรียญ → โค้ง 2 ครั้ง → ปรบมือ 2 ครั้ง → ขอพร → โค้ง 1 ครั้ง

มาแล้วก็ซื้อแผ่นไม้มาเขียนขอพรกันหน่อยค่ะ ถ้าจำไม่ผิดแผ่นละ 500 เยนนะ

หลังจากนั้นเราก็ไปตะลุยช้อปปิ้งกันที่ชินจูกุค่ะ แยกย้ายไปตามความสนใจ ส่วนตัวนอกจากซื้อพวกเครื่องสำอางค์ น้ำหอมแล้ว ก็ต้องมากินสตรอเบอร์รี่ไดฟูกุให้ได้ เพราะใช่ว่ามาแล้วจะได้กินตลอดนะคะ มันเป็นฤดูกาลตามหน้าสตรอเบอร์รี่ค่ะ ร้านไดฟูกุชั้นใต้ดินของห้างอิเซตันนี่แหล่ะ เด็ดมาก อร่อยมากกกก กินมาหลายร้าน ร้านนี้ปราบปลื้มสุดๆ ค่ะ บอกไม่ถูกว่าชื่อร้านอะไร แต่เดินลงบันไดเลื่อนแล้วเลี้ยวขวาไปโซนขนม ร้านจะอยู่ติดๆ กับ information counter ค่ะ หาไม่ยาก ราคาต่อลูกแพงกว่าร้านอื่นแต่ลองเถอะ อร่อยฟินกว่าเยอะมากๆ ตกลูกละประมาณ 300 เยนค่ะ สตรอเบอร์รี่หวานฉ่ำกว่า แป้งโมจิไม่หนากับถั่วแดงมันใส่มาปริมาณที่พอเหมาะพอเจาะเลย ร้านอื่นที่เจอคือบางทีแป้งมันหนาไป ถั่วแดงเยอะไป สตรอเบอร์รี่ไม่ฉ่ำเท่า ดีนะกินไปหลายลูกแล้ว เพราะวันรุ่งขึ้นก่อนกลับเมืองไทย มาซื้ออีกปรากฎว่าเมื่อวาน ( วันนี้ ) ร้านนี้ขายเป็นวันสุดท้ายค่ะ ไม่มีแล้ว ไปซื้อร้านอื่นมากินไปพลางๆ ปรากฎว่ามันก็ไม่ใช่อ้ะกิ๊ฟ T-T
นี่คือโฉมหน้าเจ้าสตรอเบอร์รี่ไดฟูกุร้านที่ว่านี้ค่ะ

วันนี้ชิลมากค่ะ เราเดินเล่นช้อปปิ้ง เด็กๆ เล่นเกมส์กันที่ย่านชินจูกุทั้งวันเลย นายแม่ไปนั่งรอที่สตาร์บัคในห้างนึง ตกเย็นก็ไปกินข้าวที่ร้านเกาหลีร้านเดิมเลย เพราะถ่อไปกินซูชิหน้าล้นร้านดังที่อุเอโนะแล้วไม่โดนกัน ค่อนข้างคาว มีเมนูให้เลือกน้อยด้วย วันก่อนพาไปจะให้ลองมิโดริซูชิที่ย่านอิเคบุกุโระที่เคยประทับใจตอนมาคราวก่อน หลายคนก็ไม่สู้ต่อแถวยาวๆ เลยไปกินร้านเนื้อแทนไปแล้ว วันนี้มาลองร้านซูชิร้านใหม่ที่อุเอโนะ ไม่โดนแฮะ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าร้านที่เค้าว่าดีว่าดังใช่จะถูกปากเราเสมอไป 555555
20 Apr 2016 : Shinjuku – BKK
วันนี้มีเวลาไม่มากค่ะ เพราะเที่ยงวันก็ต้องเดินทางไปสนามบินนาริตะแล้ว เลยตกลงใจจะไปชินจูกุกันเหมือนเดิม เก็บตกช้อปปิ้งอีกที แล้วข้าพเจ้าว่าจะกลับไปกินสตรอเบอร์รี่ไดฟูกุด้วยแต่ว่าแห้วตามที่เล่าไป ขากลับนี่เราแพลนกลับสนามบินด้วย Limousine Bus ค่ะ เพราะพักย่านไม่ไกลชินจูกุจุดจอดรถอยู่แล้ว กะว่านั่ง taxi ไปเลย ค่า taxi ก็ไม่ถึง 1,000 เยนด้วยซ้ำ และได้ตั๋วรถ Limousine Bus ฟรีมา 2 ใบจากโปรโมชั่นบัตร credit JCB รูดครบ 100,000 เยนได้ 1 ที่นั่ง รูดค่าโรงแรมทั้งทริปผ่านบัตรนี้เอา ดังนั้น ลองเช้คโปรดูนะคะ เผื่อจะมีอะไรดีๆ ประหยัดงบประมาณได้อีก
ตรงที่จอด Limousine Bus มี footlocker ฝากกระเป๋าหลายที่ค่ะ เรามาก่อนเวลาก็จัดการกระเป๋าใหญ่ๆ ที่ cabinet ยอมเสียค่าเช่าเอาเพื่อความคล่องตัว ก่อนออกไปเตร็ดเตร่รอบสุดท้ายในย่านชินจูกุนี้ พอได้เวลาก็กลับมาขึ้น Limousine Bus

เจ้าหน้าที่เรียงกระเป๋าเป็นระเบียบเรียบร้อย ก่อนจะยกขึ้นใต้ท้องรถ

แล้วก็ต่อคิวขึ้นรถเดินทางกลับสนามบินนาริตะค่ะ ใช้เวลาราวชั่วโมงนึงก็ถึง

ทริปนี้ถือว่ากินเที่ยวจุใจมาก ไม่ต้องห่วง น้ำหนักขึ้นแน่นอน 55555 ทุกคนติดใจอยากจะมาอีกโดยเฉพาะเด็กๆ ยังติดใจหิมะไม่หาย ผู้ใหญ่ก็ยังมีอีกหลายที่ที่อยากไปเยี่ยมชม นี่ถือเป็นการเที่ยวกับครอบครัวในต่างประเทศครั้งแรกเลย ขอสะสมเงินทองกันก่อนแล้วหวังว่าจะมีโอกาสมากันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกนาจา see you again soon ^^

reference : https://usakairali.com
Category : Make up

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

https://www.antiquavox.it/live22-indonesia/ https://ogino.co.uk/wp-includes/slot-gacor/ https://overmarket.pl/wp-includes/slot-online/ https://www.amarfoundation.org/slot-gacor/