โด่งดังในญี่ปุ่นตั้งแต่ยังไม่เริ่มกิจกรรมที่ญี่ปุ่น

2559 Seventeen ปล่อยอัลบั้มชุดแรกในชื่อ “Love & Letter” โดยมี “Pretty U” เป็นซิงเกิ้ลหลัก และกลายเป็นหนึ่งในเพลงที่โด่งดังที่สุดของวง ทำให้วงสามารถคว้าถ้วยรางวัลแรกจากรายการเพลงได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะโด่งดังในเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังสามารถขึ้นชาร์ต Oricon ของญี่ปุ่นได้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ไปเดบิวต์ที่ญี่ปุ่น หลังจากนั้น Seventeen ได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตเป็นครั้งแรก “Seventeen’s 1st Asia Tour 2016 Shining Diamonds” ในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ จีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น

ในปี 2560 Seventeen จัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่ญี่ปุ่น ถึง 6 รอบ ในชื่อ “17 Japan Concert: Say The Name #Seventeen” โดยมีผู้เข้าชมกว่า 50,000 คน โดยที่วงยังไม่ได้เดบิวต์ที่ญี่ปุ่นก็ตาม

จนในปี 2561 Seventeen ได้เดบิวต์อย่างเป็นทางการที่ญี่ปุ่นกับอีพีอัลบั้ม “We Make You” ตามมาด้วย “Happy Ending” ซิงเกิ้ลญี่ปุ่นซิงเกิ้ลแรก ซึ่งสามารถขึ้นชาร์ต Oricon ได้สำเร็จและ ได้รับรางวัลแพลทินัมจากสมาคมอุตสาหกรรมแผ่นเสียงแห่งประเทศญี่ปุ่น (RIAJ)

หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้มหรือซิงเกิ้ลของ Seventeen ที่ปล่อยออกมาก็สามารถขึ้นอันดับ 1 ของ Oricon ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็น “Fallin’ Flower” (2563) ที่ทำยอดขายในสัปดาห์แรกสูงถึง 400,000 ชุด ขณะที่ “24H”(2563) ทำยอดขายไป 250,000 ชุด ส่วน “Not Alone”(2564) ทำยอดขายได้ถึง 500,000 ชุด ทำให้ Seventeen เป็นศิลปินต่างชาติกลุ่มแรกที่ทำยอดขายมากกว่า 200,000 ชุดติดต่อกัน 4 อัลบั้ม ตั้งแต่ Happy Ending จนถึง Not Alone

Going Seventeen รายการวาไรตี้ที่คนเกาหลีหลงรัก

12 มิ.ย. 2560 Seventeen เผยแพร่รายการวาไรตี้ออนไลน์ “Going Seventeen” เป็นครั้งแรกผ่านทางช่อง YouTube และ VLIVE อย่างทางการของวง ซึ่งในระยะแรกนั้นรูปแบบของรายการเป็นการนำภาพเบื้องหลังการทำงานทั้งการทำเพลง การถ่ายทำมิวสิควิดีโอ การทัวร์คอนเสิร์ต ตลอดจนการถ่ายวล็อกของสมาชิกวง ก่อนที่จะเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นรายการวาไรตี้ในปี 2561 ที่แต่ละตอนจะมีเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป เช่น การเล่นเกม การทำภารกิจต่าง ๆ การแสดงบทบาทสมมติ การด้นสด โดยถูกนำไปออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ KBS อีกด้วย รวมถึงสถานีเคเบิล JTBC ได้นำรายการตอนที่ได้รับความนิยมไปออกอากาศด้วยเช่นกัน

SEE ALSO  Girls’ Generation’s Yoona Spills On The Hollywood Actor She Would Happily Kiss And Date Without Any Hesitation

ตลอดการออกอากาศมาจนถึงปัจจุบัน Going Seventeen ได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวกเสมอมา เนื่องจากมีเนื้อหาที่สนุก ตลก และคาแร็กเตอร์ของสมาชิกแต่ละคนนั้นเข้ากันได้เป็นอย่างดี คนที่ไม่ใช่ “กะรัต” (Carat) แฟนคลับของศิลปินก็สามารถเพลิดเพลินไปกับเนื้อหาของรายการได้ รายการนี้จึงสามารถเข้าถึงผู้ชมได้ทุกเพศทุกวัย จนมีชื่อเรียกกลุ่มแฟนคลับรายการ Going Seventeen ขึ้นโดยเฉพาะว่า “คิวบิก” (Cubic) (ซึ่งภายหลังคิวบิกหลายคนก็ผันตัวไปเป็นกะรัตด้วยเช่นกัน)

หลายสื่อในเกาหลีใต้ เช่น Naver และ Harper Bazaar ยกให้ Going Seventeen กลายเป็น รายการวาไรตี้ออนไลน์แห่งชาติ (National Web Variety Show) ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงเดือนม.ค. 2565 Going Seventeen มียอดวิวรวมกันแล้วกว่า 270 ล้านครั้ง มียอดผู้เข้าชมเฉลี่ยประมาณ 3 ล้านครั้งต่อตอน

ก้าวสู่ตัวท็อปของวงการ

อีพีอัลบั้ม Al1 ที่ออกในปี 2560 สามารถขายได้กว่า 330,000 ชุดภายในปี 2560 อีกทั้งซิงเกิ้ลหลักอย่าง “Don’t Wanna Cry” กลายเป็นหนึ่งในเพลงฮิตที่สุดของวง โดยเป็นมิวสิควิดีโอเพลงแรกของวงที่มียอดเข้าชมมากกว่า 200 ล้านครั้ง

ปี 2562 “Home” ซิงเกิ้ลหลักจาก อีพีอัลบั้ม “You Made My Dawn” สามารถคว้าถ้วยจากรายการเพลงหลักของเกาหลีทั้ง 5 รายการ ได้แก่  Music Bank, Inkigayo, M Countdown, Show! Music Core, และ Show Champion เป็นเวลา 3 สัปดาห์ต่อกัน กวาดไปทั้งหมด 10 ถ้วยในการโปรโมตเพลงครั้งเดียว

ในปีเดียวกันนั้น Seventeen ออกอัลบั้มเต็มชุดที่ 3 อย่าง “An Ode” ทำยอดขายในสัปดาห์แรกมากกว่า 700,000 ชุด และยังทำให้ Seventeen ได้รับรางวัลแดซัง (รางวัลใหญ่) ในสาขาอัลบั้มแห่งปี จากเวที Asia Artist Awards อีกทั้งนิตยสารบิลบอร์ดยังยกให้เป็นอัลบั้ม K-POP ที่ดีที่สุดในปี 2561 ด้วย

SEE ALSO  Liz Truss gains Penny Mordaunt’s backing as she and Rishi Sunak face Tory leadership hustings in Exeter – as it happened

Heng:garæ” (2563) อีพีอัลบั้มลำดับที่ 7 ของวงทำยอดขายทะลุ 1 ล้านชุดภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ และครองอันดับ 1 บนชาร์ต iTunes ใน 27 พื้นที่ทั่วโลก และยังขึ้นอันดับ 1 ชาร์ตอัลบั้ม ของ Oricon ในญี่ปุ่น ทำให้ Seventeen กลายเป็นศิลปินต่างชาติวงแรกในรอบ 12 ปี ที่สามารถขึ้นอันดับ 1 ได้นับตั้งแต่ Backstreet Boys ทำให้ Seventeen กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและเป็นศิลปินแถวหน้าของวงการไปโดยปริยาย

ขณะที่ “Semicolon” (2563) อัลบั้มพิเศษ ได้สร้างปรากฏการณ์มียอดพรีออเดอร์อัลบั้มมากกว่า 1 ล้านชุดตั้งแต่ยังไม่วางขาย กลายเป็นอัลบั้มที่ 2 ของวงที่ทำยอดขายมากกว่า 1 ล้านชุด

 

ส่วนในปีที่แล้ว Seventeen ทำยอดขายไปได้กว่า 3.7 ล้านชุด จากการปล่อยมินิอัลบั้มออกมา 2 ชุด คือ “Your Choice” และ “Attacca” ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกของวงที่ทำยอดขายมากกว่า 2 ล้านชุด

จะเห็นได้ว่ายอดขายของ Seventeen นั้นเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกับอัลบั้มเต็มชุดที่ 4 “Face the Sun” ที่กำลังวางแผงในวันที่ 27 พ.ค. 2565 มียอดสั่งซื้ออัลบั้มทะลุ 2 ล้านชุดไปเป็นที่เรียบร้อย ทำให้กลายเป็นวงที่มียอดพรีออเดอร์อัลบั้มมากที่สุดในประวัติศาสตร์

อีกสิ่งหนึ่งที่ Seventeen ได้รับการยอมรับในวงกว้างคือความสามารถในการแสดงของสมาชิกทุกคน แม้ว่าจะมียูนิตย่อยตามความถนัดของสมาชิกแต่ละคน แต่ทุกคนก็สามารถแสดงได้อย่างพร้อมเพรียง และสวยงาม ราวกับเป็นคน ๆ เดียวกัน 

การเดินทางครั้งใหม่ของ Seventeen

ในปี 2563 “HYBE Corporation” (ไฮบ์ คอร์ปอเรชัน) หรือชื่อเดิม Big Hit Entertainment ได้เข้ามาถือหุ้นใหญ่ใน Pledis ส่งผลให้ Pledis กลายเป็นค่ายลูกของ HYBE ในทันที แต่ Seventeen ยังคงมีอิสระในการทำเพลงและการทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ไม่เพียงแค่นั้นสมาชิกในวงทุกคนยังมีงานเดี่ยว ทั้งการถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสาร เป็นพรีเซนเตอร์ เล่นละคร ออกรายการวาไรตี้ ละครเวที มีผลงานเพลงเดี่ยว และยูนิตย่อยตามมาอีกมากมาย

SEE ALSO  รับติดตั้งสัญญาณไฟฉุกเฉิน และเสียงไซเรน ไฟฉุกเฉินขอทาง ราคาถูก

19 ก.ค. 2564 ได้มีข่าวระบุว่า สมาชิก Seventeen ทั้ง 13 คนได้ต่อสัญญากับ Pledis เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ต้องให้สัญญาหมดก่อน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่หาได้ยากที่สมาชิกทุกคนเลือกที่จะต่อสัญญากับค่ายก่อนที่จะหมดสัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวงที่มีสมาชิกมากขนาดนี้ที่วงสามารถไปต่อได้โดยไม่เสียสมาชิกคนใดไปเลย

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่าน Seventeen ได้ไปออกรายการ “The Goblin that Takes Away Your Wisdom” และได้เปิดเผยว่า มินกยูเป็นตัวตั้งตัวตีให้ทุกคนต่อสัญญา โดยเขากล่าวว่า

 

“การต่อสัญญามันอาจจะดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ใช่สำหรับผมเลย มันเหมือนกับว่าเราแค่ทำสิ่งที่ทำอยู่ต่อไปอีก เหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติ ดังนั้นผมเลยพยายามคุยกับสมาชิกคนอื่น ๆ ก่อนหมดสัญญา ผมมั่นใจว่าพวกเราทุกคนจะอยู่ด้วยกันต่อไป มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะเริ่มคุยกับคนอื่น แต่เราต้องพูดเรื่องนี้กันหลายครั้ง เราใช้เวลาคุยกันประมาณ 9 เดือน”

 

ขณะที่เอสคูปส์ผู้เป็นหัวหน้าวง เผยว่า มินกยูพูดคุยเรื่องสัญญากับพวกเขาด้วยพลังบวกมาก และพลังนั้นมันส่งต่อไปยังสมาชิกคนอื่น ๆ และเขาเชื่อว่ามินกยูทำให้ทุกคนตัดสินใจที่จะต่อสัญญาและก้าวไปด้วยกัน

ส่วนซึงกวานกล่าวว่า ปกติแล้ว เวลาเรียกคุยเรื่องสัญญา ทางค่ายจะเรียกสมาชิกเข้าไปทีละคน แต่สำหรับ Seventeen ทุกคนเข้าไปพร้อมกัน เพื่อจะได้เข้าใจให้ตรงกันและรู้ว่าใครต้องการอะไร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงอยากจะอยู่ด้วยกันมากขนาดไหน

อูจีเสริมว่า อันที่จริงการพูดถึงการต่ออายุสัญญาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกเขาอาจทำร้ายความรู้สึกของกันและกัน เมื่อต้องพูดถึงเรื่องส่วนแบ่งและเป้าหมายในอนาคตของแต่ละคน แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ยังเลือกที่จะเดินหน้าไปด้วยกันต่อไป

ครบรอบ 7 ปี "Seventeen" ส่องเส้นทางหลากรสชาติ ก่อนเป็น "แถวหน้า" แห่ง K-Pop

 

สมาชิก Seventeen มักจะกล่าวขอบคุณ กะรัต กลุ่มแฟนคลับของพวกเขาเสมอทุกครั้งที่มีโอกาส  ยกให้กะรัตเป็นกำลังใจและขุมพลังสำคัญที่ทำให้พวกเขามีแรงที่จะทำงานดี ๆ ออกมาเสมอ พร้อมกล่าวว่าถ้าไม่มีกะรัตก็คงไม่มี Seventeen มาถึงทุกวันนี้ 

แต่ในมุมมองของกะรัตก็ต้องขอบคุณความสุข ความสนุกตลอด 7 ปีที่ผ่านมาที่ Seventeen ได้มอบให้มาเสมอ เพลง Seventeen ช่วยให้ใครหลายคนก้าวข้ามผ่านเวลาที่ยากลำบากมานักต่อนัก ขอบคุณที่ทุกคนเลือกจะอยู่เป็น Seventeen ต่อไป และสร้างความทรงจำดี ๆ ใหม่ ๆ ร่วมกันแบบนี้ต่อไปตราบนานเท่านาน

ดังเช่นเนื้อเพลง “Darl+ing” ซิงเกิ้ลภาษาอังกฤษเพลงแรกของวง ที่มีเนื้อเพลงท่อนหนึ่งว่า 

I see you, you see me

(ผมกับคุณ เราเจอกัน)

I care for you, you care for me

(เราต่างห่วงใยซึ่งกันและกัน)

We can be all we need

(เราต่างเป็นสิ่งที่เราต้องการ)

Promise I won’t take you for granted, never

(ผมขอสัญญาว่า จะไม่มีวันมองข้ามความรักของคุณแน่นอน)

 

ที่มา: Billboard, Harper Bazaar, NME, SBS, Thumbster
 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น