การตั้งครรภ์ คือ การเจริญของลูกตั้งแต่หนึ่ง ที่เรียก เอ็มบริโอ หรือ ทารกในครรภ์ ใน มดลูก ของหญิง เป็นชื่อสามัญของ การตั้งครรภ์ ใน มนุษย์ การตั้งครรภ์แฝด เกี่ยวข้องกับการมีเอ็มบริโอหรือตัวอ่อนมากกว่าหนึ่งในการตั้งครรภ์ครั้งเดียว เช่น ฝาแฝด การคลอด ปกติเกิดราว 38 สัปดาห์หลัง การเริ่มตั้งท้อง หรือ 40 สัปดาห์หลังเริ่มระยะมีประจำเดือนปกติครั้งสุดท้ายในหญิงซึ่งมีความยาว รอบประจำเดือน สี่สัปดาห์ การร่วมเพศ หรือเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทำให้เกิดการเริ่มตั้งท้อง เอ็มบริโอเป็นลูกที่กำลังเจริญในช่วง 8 สัปดาห์แรกหลังเริ่มตั้งท้อง จากนั้นใช้คำว่า ทารกในครรภ์ จนกระทั่งคลอด [ 1 ] [ 2 ] นิยามทางการแพทย์หรือกฎหมายของหลายสังคมมีว่า การตั้งครรภ์ของมนุษย์แบ่งเป็น 3 ไตรมาสเพื่อง่ายต่อการอ้างอิงช่วง การเจริญก่อนเกิด ไตรมาสแรกมีความเสี่ยง การแท้งเอง ( การตายธรรมชาติของตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์ ) สูงสุด ในไตรมาสที่สองเริ่มเฝ้าสังเกตและวินิจฉัยการเจริญของทารกในครรภ์ได้ง่ายขึ้น ไตรมาสที่สามมีการเจริญของทารกในครรภ์เพิ่มและการเจริญของแหล่งสะสม ไขมัน ของทารกในครรภ์ [ 3 ] จุดความอยู่รอดได้ของทารกในครรภ์ ( point of fetal viability ) หรือจุดเวลาที่ทารกในครรภ์สามารถดำรงชีวิตได้นอกมดลูก ปกติตรงกับปลายไตรมาสที่ 2 หรือต้นไตรมาสที่ 3 ทารกที่คลอดก่อนจุดนี้มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะทางการแพทย์หรือตาย [ 4 ] ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร 40 % ของการตั้งครรภ์เป็น การตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ และระหว่าง 25 % ถึง 50 % ของการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ตั้งใจเหล่านี้เป็น การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ [ 5 ] [ 6 ] ในการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดในสหรัฐอเมริกา หญิง 60 % ใช้ การคุมกำเนิด ระหว่างเดือนที่เกิดการตั้งครรภ์ [ 7 ]

William Hunter, Anatomia uteri humani gravidi tabulis illustrata, 1774, 1774 ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์หนึ่งของภาวะการตั้งครรภ์ คือ gravidity เป็น ภาษาละติน แปลว่า “ หนัก ” และบ้างเรียกหญิงตั้งครรภ์ว่า หญิงมีครรภ์ ( gravida ) [ 8 ] ในทำนองเดียวกัน คำว่า ภาวะเคยคลอด ( parity, ย่อว่า “ parity ” ) ใช้สำหรับจำนวนครั้งที่หญิงคนหนึ่งคลอดบุตร โดยนับฝาแฝดและการคลอดแฝดอื่นเป็นการตั้งครรภ์หนึ่งครั้ง และปกตินับรวม การตายคลอด ด้วย ในทางการแพทย์ หญิงที่ไม่เคยตั้งครรภ์ เรียก หญิงไม่เคยตั้งครรภ์ ( nulligravida ) ส่วนหญิงที่ตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกจะเรียก หญิงมีครรภ์แรก ( primigravida ) [ 9 ] และผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หลังจากนั้น เรียก หญิงมีครรภ์หลายครั้ง ( multigravida หรือ multiparous ) [ 8 ] [ 10 ] ฉะนั้น ระหว่างการตั้งครรภ์ครั้งที่สอง อาจอธิบายหญิงคนหนึ่งว่า gravida 2, para 1 และเมื่อคลอดมีชีพว่า gravida 2, para 2 การตั้งครรภ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ตลอดจนการแท้ง การแท้งเองหรือการตายคลอดทำให้ค่าภาวะเคยคลอดน้อยกว่าจำนวนหญิงมีครรภ์ ( gravida total ) ในกรณีฝาแฝด แฝดสาม ฯลฯ จำนวนหญิงมีครรภ์และค่าภาวะเคยคลอดเพิ่มเพียงหนึ่งเท่านั้น หญิงที่ไม่เคยตั้งครรภ์โดยมีอายุครรภ์เกิน 20 สัปดาห์ เรียก ไม่เคยคลอด ( nulliparous ) [ 11 ] เหตุการณ์ที่ใช้กำหนดการเริ่มตั้งครรภ์ที่ใช้มากที่สุดคือวันแรกของระยะมีประจำเดือนปกติครั้งสุดท้ายของหญิงนั้น และอายุทารกในครรภ์ที่เรียก อายุครรภ์ ทางเลือกนี้เป็นผลจากไม่มีวิธีที่สะดวกในการรับรู้เวลาที่ไข่ที่ปฏิสนธิฝังตัวในผนังมดลูก ในกรณีการปฏิสนธินอกกาย อายุครรภ์คำนวณได้จากวันที่ดึงเซลล์ไข่ออกมา + 14 วัน [ 12 ] ร่างกายหญิงยังผ่านการเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมการปฏิสนธิที่กำลังเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มระยะมีประจำเดือนก่อนแล้ว รวมถึงการเพิ่มขึ้นของ ฮอร์โมนกระตุ้นถุงน้อย ( follicle stimulating hormone ) ซึ่งกระตุ้นการสร้างถุงน้อย และการสร้างเซลล์ไข่ตามลำดับ เพื่อให้ได้เซลล์ไข่ที่เจริญเต็มที่ หรือคือ เซลล์สืบพันธุ์ เพศหญิง การปฏิสนธิคือเหตุการณ์ที่เซลล์ไข่รวมกับเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย คือ ตัวอสุจิ หลังจุดปฏิสนธิ ผลิตภัณฑ์ของเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิงและชายที่รวมกันเรียก ไซโกต หรือไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว การรวมเซลล์สืบพันธุ์เพศชายและหญิงปกติเกิดขึ้นหลังการร่วมเพศ ซึ่งเป็นผลให้เกิดการตั้งครรภ์เกิดเอง แต่ยังเกิดได้จากเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ เช่น การใส่เชื้ออสุจิเทียมและการปฏิสนธินอกกาย ซึ่งอาจทำโดยเป็นทางเลือกสมัครใจหรือเนื่องจาก เป็นหมัน บ้างใช้เหตุการณ์ปฏิสนธิเป็นเครื่องหมายเริ่มต้นการตั้งครรภ์ ซึ่งอายุที่ได้เรียก อายุการปฏิสนธิ ( fertilization age ) และเป็นทางเลือกของอายุครรภ์ ปกติการปฏิสนธิเกิดราวสองสัปดาห์ก่อนระยะมีประจำเดือนที่คาดหมายครั้งถัดไปของหญิงนั้น หรือหากไม่ทราบวันในกรณีปัจเจก ที่ใช้บ่อยคือบวก 14 วันเข้ากับอายุการปฏิสนธิเพื่อหาอายุครรภ์ และกลับกัน
เมื่ออสุจิและเซลล์ไข่ถูกเข้ามามาใน รังไข่ ข้างใดข้างหนึ่งของผู้หญิงแล้ว เมื่อรวมกันแล้วใน ท่อรังไข่ ไข่ที่เรารู้จักกันจะอยู่ในรูปของ zygote จะเดินทางเคลื่อนตัวไปยังมดลูก เป็นการเดินทางที่ใช้เวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์กว่าจะสมบูรณ์ เซลล์จะเริ่มแบ่งตัวภายใน 24 ถึง 36 ชั่วโมงหลังจากที่อสุจิและไข่มารวมกัน. เซลล์แบ่งตัวอย่างต่อเนื่องในอัตราที่รวดเร็วและเซลล์ที่พัฒนาที่เรารู้กันในรูปตัวอ่อน ( blastocyst ). ตัวอ่อนนี้จะมาถึงมดลูกและฝังตัวยึดติดกับผนังมดลูก ขั้นตอนนี้เราเรียกว่า การฝังตัว ( implantation ) การพัฒนาของเซลล์ที่จะกลายมาเป็นทารกเรียกว่า embryogenesis ในช่วงแรกจะอยู่ใน 10 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ในช่วงเวลานี้, เซลล์จะเริ่มแยกระบบต่าง ๆ ของร่างกาย มีการสร้างพื้นฐานของอวัยวะ, ร่างกายและระบบประสาท. ในช่วงท้ายของตัวอ่อนนั้นจะเริ่มมีมือ, ตา, ปากและหูเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ในช่วงเวลานี้ มีการพัฒนาโครงสร้างที่สำคัญที่จะใช้ดูแลตัวเอ็มบริโอ, รวมทั้ง รก ( placenta ) และ สายสะดือ ( umbilical cord cord ) รก นั้นจะเชื่อมกับผนังมดลูกเพื่อให้ตัวเอ็มบริโอได้ดูดซึมอาหาร รวมถึงการกำจัดของเสีย และแลกเปลี่ยนก๊าซผ่านทางเลือดของแม่ สายสะดือ คือสายเชื่อมต่อระหว่างรกกับตัวเอ็มบริโอหรือทารกในครรภ์ หลังจากอายุครรรภ์ 10 สัปดาห์, เอ็มบริโอได้กลายเป็น ทารก แทนแล้วนั้น นี่คือจุดเริ่มต้นทารกในครรภ์, ความเสี่ยงในการแท้งหรือการคลอดก่อนกำหนดจะลดลงอย่างรวดเร็ว, [ 13 ] เมื่อเติบโตจากเอ็มบริโอเป็นทารกจะมีขนาดความยาวประมาณ 30 มิลลิเมตร ( 1.2 นิ้ว ), เรามองเห็นหัวใจทารกจากการอัลตราซาวนด์ ดูความเคลื่อนไหว และพัฒนาการต่าง ๆในระหว่างการตั้งครรภ์ของทารก, รวมไปถึงระบบของร่างกายและโครงสร้างในช่วงต้นที่ตัวอ่อนพัฒนาเป็นทารก. อวัยวะเพศจะเริ่มปรากฏขึ้นในเดือนที่ 3 ของของการตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์ยังคงเติบโตทั้งน้ำหนักและขนาดตัว, แม้ว่าการเติบโตทางกายนั้นหลัก ๆ จะอยู่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ การทำงานของสมอง มีการตรวจพบได้ในระหว่างช่วงสัปดาห์ที่ 5 และ สัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์, แม้ว่านี่จะเป็นการพิจารณาแบบดั่งเดิมเกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทเป็นจุดกำเนิดของระบบความคิด เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนามากต่อไปของการตั้งครรภ์ ระบบประสาทเริ่มต้นที่สัปดาห์ที่ 17, และไปสัปดาห์ที่ 28 ระบบประสาทจะเริ่มพัฒนาทวีคูณไปจนถึง 3-4 เดือนหลังจากทารกเกิด [ 14 ]

ในระหว่างตั้งครรภ์ผู้หญิงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยา ( physiologic ) มากมาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ รวมไปถึงหัวใจและหลอดเลือด ( cardiovascular ), โลหิตวิทยา ( hematologic ), ระบบการเผาผลาญ ( metabolic ), ไต ( nephritic ) และระบบทางเดินหายใจ ( respiratory ) การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สำคัญอย่างมากในกรณีที่มีภาวะโรคแทรกซ้อน ร่างกายจะต้องเปลี่ยนทั้งสรีระวิทยาและร่างกายจะต้องรักษาความสมดุลกลไกของร่างกายไว้ให้คงที่เพื่อเตรียมไว้ให้ทารกระหว่างตั้งครรภ์ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด, การหายใจและระดับการเต้นของหัวใจ ระดับฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดการตั้งครรภ์ มีการระงับการทำงานของแกนการประสานงานระบบประสาท ( hypothalamic axis ) และการมาของรอบประจำเดือน ทารก เมื่อยู่ในครรภ์ของหญิงตั้งครรภ์แล้วจะดูเหมือนเป็นการปลูกถ่ายสิ่งมีชีวิต ( homograft ) ได้เสร็จสมบูรณ์แต่ก็ดูเหมือนเป็นสิ่งผิดปกติของหญิงตั้งครรภ์ เพราะมีความแตกต่างทางพันธุ์กรรมจากผู้หญิง [ 19 ] เหตุผลหลัก ๆ ก็คือ เมื่อการตั้งครรภ์สำเร็จแล้วระบบภูมิคุ้มกันของแม่จะมีความทนทานมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ระบบภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นมากในการตั้งครรภ์นี้อาจจะทำให้ร่างกายอ่อนแอและเกิดความรุนแรงของโรคติดเชื่อ ( infectious diseases ) บางชนิด การตั้งครรภ์จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง หรือ 3 ไตรมาส, ในแต่ละไตรมาสเวลาประมาณ 3 เดือน. [ 20 ] [ 21 ] สูตินรีแพทย์กำหนดแต่ละไตรมาสเป็นเวลา 14 สัปดาห์, รวมทั้งหมด 42 สัปดาห์, แม้ว่าเฉลี่ยเวลาตั้งครรภ์จริงจะอยู่ที่ 40 สัปดาห์ก็ตาม [ 22 ] ไม่มีกฏที่เคร่งครัดอะไรกับอาการที่แตกต่างออกไปจากนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการอธิบายในโอกาสต่อไป
Minute breathing จะเพิ่มขึ้น 40 % ในไตรมาสแรก. [ 23 ] ครรภ์จะโตขึ้นเท่าลูกมะนาวในช่วง 8 สัปดาห์ อาการและลำบากของการตั้งครรภ์หลาย ๆ อย่างจะปรากฏขึ้นในไตรมาสแรก ( symptoms and discomforts of pregnancy ) ซึ่งจะอธิบายในส่วนต่อมา [ 24 ] สัปดาห์ที่ 13 ถึง 28 ของการตั้งครรภ์จะเรียกว่าไตรมาส 2 ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเริ่มชีวิตชีวาในช่วงนี้, อาการวิงเวียนในตอนเช้าและอาการเจ็บป่วยจะค่อย ๆ จางหายไป เมื่อมีทารกแล้วมดลูกสามารถโตได้ถึง 20 เท่าจากขนาดปกติในระหว่างตั้งครรภ์ แม้ว่าทารกเริ่มจะมีการเคลื่อนไหวและใช้เวลากับการสร้างอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายในช่วงไตรมาสแรก ในไตรมาสที่สองทารกจะเริ่มมีเคลื่อนไหวที่เรียกได้ว่า “ รวดเร็วขึ้น “, จนรู้สึกได้ ซึ่งมักจะเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในเดือนที่สี่, และรู้สึกมากขึ้นเป็นพิเศษในช่วงสัปดาห์ที่ 20 ถึง 21หรือหญิงที่เคยตั้งครรภ์มาก่อนจะรู้สึกได้ในสัปดาห์ที่ 19 แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่หญิงตั้งครรภ์บางคนจะไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกจนกระทั่งเวลาผ่านมา ในช่วงไตรมาสที่ 2, หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะเริ่มสวม ชุดคลุมท้อง
มดลูกขยายจนมีขนาดใหญ่และท้องของผู้หญิงก็ใหญ่ขึ้นมาก.ดูจากภาพด้านซ้ายจะแสดงขนาดของแต่ละเดือน, ส่วนภาพด้านขวาจะแสดงให้เห็นช่วง 4 สัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ ในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์มดลูกจะลดต่ำลง น้ำหนักที่จะขึ้นในไตรมาสสุดท้ายนี้ ซึ่งเป็นน้ำหนักที่ขึ้นมากที่สุดในตลอดการตั้งครรภ์. ท้องของหญิงตั้งครรภ์เริ่มลดเนื่องมาจากทารกเริ่มเคลื่อนต่ำลงตำแหน่งที่พร้อมสำหรับการเกิด ในช่วงไตรมาสที่สอง, ช่องท้องของหญิงตั้งครรภ์จะอยู่ในสภาพที่ตั้งออกมามาก แต่ในช่วงไตรมาสที่สามจะเคลื่อนตัวลงมาค่อนข้างต่ำ และท้องผู้หญิงสามารถสามารถยกขึ้นและลงได้ ทารกในครรภ์สามารถเคลื่อนไหวย้ายไปมาได้จนแม่รู้สึกได้ การเคลื่อนไหวของทารกที่แข็งแรงรวดเร็วจนทำให้เกิดความเจ็บปวดกับหญิงตั้งครรภ์ได้ สะดือ ( navel ) ของหญิงตั้งครรภ์อาจจะนูนขึ้นได้เนื่องจากการขยายช่องท้อง ( abdomen ) ของเธอ ส่วนที่กว้างที่สุดของศีรษะ ( Head engagement ) ของทารกในครรภ์นำศีรษะลง ( cephalic presentation ), การหายใจจะช่วยบรรเทาความดันของช่องท้องส่วนบนได้ นอกจากนี้ยังบรรเทาความรุนแรงของกระเพาะปัสสวะที่มีขนาดเล็กลง และเพิ่มความดันในอุ้งเชิงกรานและทวารหนัก ในช่วงไตรมาสที่สาม กิจกรรมและตำแหน่งการนอนของมารดาอาจมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์อันเนื่องมาจากระบบการหมุนเวียนของเลือดมีพื้นที่จำกัด ตัวอย่างเช่น มดลูกในครรภ์ที่มีการขยายตัวขึ้นมีผลการไหลเวียนของโลหิตโดยมีการบีบการทำงานของหลอดเลือดดำ ( vena cava ) ลดต่ำลง, โดยการนอนตะแคงตำแหน่งด้านซ้ายปรากฏว่าสามารถให้ออกซิเจนสู่ทารกได้ดีกว่า. [ 25 ] ระยะห่างของช่วงเวลาที่สำคัญของการตั้งครรภ์ขึ้นอยู่กับวันเริ่มต้น การวัดจะอ้างจากกลุ่ม ( reference group ) ของหญิงตั้งครรภ์ที่มีรอบของประจำเดือน ( menstrual bicycle ) 28 วัน และเป็นวันเริ่มทางธรรมชาติในการคลอดบุตร ความหมายคือ ช่วงระยะเวลาของการตั้งครรภ์จะอยู่ช่วงประมาณ 283.4 วันของอายุครรภ์ ( gestational age ) โดยเริ่มการนับคือวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย ( death menstrual period ) ที่จะต้องจดจำได้โดยแม่, และ 280.6 วันโดยการประมาณการอายุครรภ์จากการวัดเวลาอัลตราซาวนด์การคลอดบุตร ( obstetric ultrasound ) ของเส้นผ่าศูนย์กลางความยาวของกะโหลกศีรษะของทารกในครรภ์ ( fetal biparietal diameter ย่อว่า BPD ) ในไตรมาสที่สอง [ 26 ] ส่วนขั้นตอนวิธีการอื่นนั้นต้องคำนึงถึงตัวแปรที่มีความหลากหลายอื่น ๆ เช่น เป็นลูกคนแรกหรือเป็นลูกคนที่เท่าไหร่ ( เช่น หญิงตั้งครรภ์ที่เป็น ผู้ที่คลอดบุตร/ตั้งครรภ์ครั้งแรก ( primipara ) หรือผู้ที่คลอดบุตรมาแล้วหลายครั้ง/ตั้งครรภ์มาแล้วหลายครั้ง ( multipara ) เชื้อชาติของ, อายุ, ระยะของรอบเดือนและความสม่ำเสมอของมารดา ) แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่ค่อยได้ใช้ในสำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้มีสิ่งอ้างอิงถึงมาตรฐาน ระยะเวลาของการตั้งครรภ์โดยปกติทั่วไปคือ 280 วัน ( หรือ 40 สัปดาห์ ) ของอายุครรภ์ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( standard deviation ) คือ 8-9 วันเป็นวันที่ครบรอบการคำนวณเป็นวิธีการที่ถูกต้องที่สุด ความหมายก็คือ น้อยกว่าร้อยละ 5 ของการเกิด เกิดในวันที่ครบ 40 สัปดาห์ของอายุครรภ์ มีร้อยละ 50 เกิดภายในสัปดาห์ของช่วงระยะเวลานี้ และประมาณร้อยละ 80 ภายใน 2 สัปดาห์ [ 26 ] เป็นการประมาณของวันที่ครบกำหนดคลอด, แอปพลิเคชันที่อยู่บนมือถือ ( mobile apps ) มีความสอดคล้องกับการประมาณการแบบอื่นๆ และมีความถูกต้องกับปีอธิกสุรทิน ( leap year คือวันที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน ) ในขณะที่วงล้อตั้งครรภ์ที่ทำจากกระดาษสามารถแตกต่างจากกันโดย 7 วันและมักจะไม่ถูกต้องนักสำหรับปีอธิกสุรทิน [ 27 ] ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจะใช้กฏ Naegele ‘s rule กันมาก ( กฏนี้มักจะใช้กับผู้ที่มีประจำเดือนมาสม่ำเสมอและไม่ได้คุมกำเนิด ) ซึ่งได้รับการพัฒนาในช่วงศตวรรษที่ 19. การคำนวณวันครบกำหนดคาดมาจากวันแรกของรอบระยะเวลาที่ผ่านมาปกติประจำเดือน ( LMP ย่อมากจาก last menstrual period [ ช่วงที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย ] หรือ LNMP ย่อมาจาก last normal menstrual time period [ ช่วงที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายปกติ ] ) โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยที่รู้กันโดยอาจจะคลาดเคลื่อน เช่น ความสั้นยาวของรอบของประจำเดือน การตั้งครรภ์ปกติโดยมากจะอยู่ที่ 40 สัปดาห์ ตามวิธีการ LNMP-based method acting เช่น สมมติว่าผู้หญิงมีความยาวรอบประจำเดือนตามที่คาดการณ์ไว้ 28 วันและการรตั้งครรภ์จะอยู่ในวันที่ 14 ของรอบนั้น การวัดจากการนับวันที่ไข่ตกนั้น ( ovulation ) การเกิดโดยเฉลี่ยจะประเมินให้เป็น 268 วัน ( 38 สัปดาห์กับอีก 2 วัน ), มีค่าสัมประสิทธิ์ ( coefficient of variation ) ของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 3.7 %. [ 28 ] ความแม่นยำของวันที่ในการตั้งครรภ์นั้นมีความสำคัญมาก, เพราะมันจะถูกนำมาใช้ในการคำนวณผลของการทดสอบการคลอดต่าง ๆ ( prenatal tests ), ( ตัวอย่างคือผล treble screen ซึ่งเป็นการตรวจเลือดสตรีตั้งครรภ์เพื่อตรวจกรองภาวะทารกผิดปกติ ) ซึ่งมีผล ( induce ) กับการที่ต้องตัดสินใจในกระบวนการคลอด ถ้าทารกเลยกำหนดเวลาตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ถ้าเปรียบเทียบประจำเดือนครั้งสุดท้ายและการอัลตร้าซาวด์ผลของการครบกำหนดช้าเร็วของอายุครรภ์ต่างกัน นั่นอาจหมายความว่าการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ช้าผิดปกติจึงต้องมีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ขั้นตอนข้อกำหนดทางกฎหมายของการตั้งครรภ์กำหนดได้ว่าหากมีการเริ่มต้นตั้งแต่ทารกเจริญเติบโตในครรภ์ ( fetal viability ) ซึ่งมีความแตกต่างกันทั่วโลก บางครั้งก็รวมไปถึงน้ำหนักและทั้งอายุครรภ์. [ 29 ] นอร์เวย์เริ่มที่ครรภ์ 16 สัปดาห์, อเมริกาและออสเตรเลียเริ่มที่ 20 สัปดาห์, อังกฤษเริ่มที่ครรภ์ 24 สัปดาห์และอิตาลีกับสเปนเริ่มที่ 26 สัปดาห์. [ 29 ] [ 30 ] [ 31 ] การตั้งครรภ์ที่ถือว่า “ ครบกำหนด ” หมายถึงอายุครรภ์ 37 สัปดาห์จึงจะถือว่าสมบูรณ์ ( ซึ่งจะถือว่าอยู่ในช่วงจากสัปดาห์ที่ 37 ไปสัปดาห์ที่ 38 ของการตั้งครรภ์ ), แต่น้อยกว่า 42 สัปดาห์ของอายุครรภ์ ( การเปลี่ยนแปลงในสัปดาห์ที่ 42 ไปยังสัปดาห์ที่ 43 ของการตั้งครรภ์ หรือระหว่าง 259 ถึง 294 วันนับจากประจำเดือนครั้งสุดท้าย ) วิทยาลัยสูตินารีแพทย์ในสหรัฐอเมริกา ( american College of Obstetricians and Gynecologists ) ได้แนะนำช่วงระยะของการตั้งครรภ์แบ่งออกเป็น [ 32 ]

  • ระยะแรก (Early Term): ช่วงระหว่าง 37 สัปดาห์ 0 วันและ 38 สัปดาห์ 6 วันของอายุครรภ์ (gestational age)
  • ระยะครบกำหนด (Full Term): ช่วงระหว่าง 39 สัปดาห์ 0 วันและ 40 สัปดาห์ 6 วัน ของอายุครรภ์
  • ระยะตอนปลาย (Late Term): ช่วงระหว่าง 41 สัปดาห์ 0 วันและ 41 สัปดาห์ 6 วันของอายุครรภ์
SEE ALSO  กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ: บทบาทพยาบาลในการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ก่อนและหลังผ่าตัดกระดูกสะโพก | วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน

เหตุการณ์ที่จะพิจารณาให้คลอดก่อนกำหนด ( preterm ) ที่อายุครรภ์จะครบ 37 สัปดาห์ ( 359 วัน ) และเหตุการณ์ที่จะพิจารณาให้คลอดเมื่ออายุครรภ์เกินกำหนด ( postterm ) ก็คือ เมื่ออายุครรภ์เกินจาก 42 สัปดาห์ ( 294 วัน ) [ 32 ] [ 33 ] เมื่อการมีตั้งครรภ์เกินกว่า 42 สัปดาห์ ( 294 วัน ) มีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์เพิ่มขึ้น. [ 35 ] ดังนั้นการตั้งครรภ์ที่ไม่ซับซ้อน, สูตินารีแพทย์มักจะกำหนดเวลาให้คลอด ( induce labor ) ในช่วงสัปดาห์ที่ 41 ถึง 42 [ 36 ] [ 37 ] การคลอดก่อน 39 สัปดาห์โดยการผ่าตัดนั้น ( cesarean section ), แม้จะพิจารณาแล้วถือว่า “ ครบกำหนด ” ผลของมันก็คือการเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตของทารกก่อนที่ทารกจะเจริญเติบโตเต็มที่ เมื่อไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์จริง ๆ [ 38 ] เพราะว่านี่จะเป็นปัจจัยที่รวมไปถึงจะทำให้ปอดของทารกทำงานไม่เต็มที่, มีการติดเชื้อเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันทารกยังไม่แข็งแรง, ปัญหาในการให้อาหารเนื่องจากสมองทารกพัฒนาการช้า, และโรคดีซ่าน ( jaundice ) ที่ทำให้เด็กตัวเหลือง ตาเหลืองเนื่องจากตับยังไม่สามารถพัฒนาหรือทำงานได้อย่างเต็มที่ บางโรงพยาบาลในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยหนัก ( neonatal intensive wish unit of measurement ) ที่เป็นทารกแรกเกิดอย่างมีนัยสำคัญ หญิงตั้งครรภ์เมื่อถึงเวลาที่ครบกำหนดคลอดแล้วเพื่อความสะดวกและที่จะลดขั้นตอนเหตุผลต่าง ๆ ที่ไม่ได้มาจากแพทย์. [ 39 ] ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดมาจากการผ่าคลอดซึ่งจะพบได้บ่อยในอัตราการเกิด เมื่อไม่นานมานี้วงการการแพทย์มีงานวิจัยที่ให้ความสำคัญกับคำศัพท์เฉพาะในการคลอดก่อนกำหนด ( preterm) และ การคลอดอายุครรภ์เกิดกำหนด ( postterm) ทารกยังโตไม่เต็มที่ ( premature) และ ทารกคลอดเกินกำหนด ( postmature). การคลอดก่อนกำหนดและการคลอดเมื่ออายุครรภ์เกิดกำหนดมีความชัดเจนดังที่กล่าวไว้ด้านบน, ในภาวะที่ทารกยังโตไม่เต็มที่และทารกที่คลอดก่อนกำหนดแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ความสัมพันธ์อย่างมากกับขนาดทารกและขั้นตอนการเจริญเติบโตในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ [ 40 ] [ 41 ] การคลอดบุตรคือ กระบวนการที่ทารกกำลังจะถือกำเนิดขึ้น ผู้หญิงเมื่อพิจารณาว่าจะคลอดเมื่อเธอรู้สึกได้ว่ามดลูกได้บีบตัว ซึ่งอาการนี้จะมาพร้อมกับปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลง ( ปากมดลูกเปิด ) – แรกเริ่มปากมดลูกบางลงและเปิดขยายออก ขณะที่คลอดบุตรถือเป็นประสบการณ์อย่างที่รู้กันดีว่าเป็นความเจ็บปวด แต่หญิงตั้งครรภ์บางคนก็มีรายงานว่าไม่เจ็บปวด ในขณะที่บางคนก็พยายามจะช่วยหาทาเร่งเพื่อจะได้คลอดเร็วขึ้นและลดความรู้สึกตื่นเต้น การเกิดส่วนใหญ่จะเกิดจากการคลอดธรรมชาติที่ทารกออกมาจากปากมดลูก แต่บางครั้งในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อนและหญิงตั้งครรภ์เกิดความทรมานจนทำให้เกิดการผ่าตัดคลอด ( cesarean delivery section ) ในช่วงเวลาทันทีหลังจากคลอด, ทั้งแม่ละลูกฮอร์โมนมีความเกี่ยวพันกัน แม่หลั่งสารฮอร์โมน ( oxytocin เป็นฮอร์โมนออกฤทธิ์ที่มดลูกซึ่งช่วยให้มดลูกหดตัวและกระตุ้นการเกิดน้ำนม ), ฮอร์โมนนี้ก็ยังจะถูกสร้างอยู่เรื่อยๆ เมื่ออยู่ในระหว่างให้นมบุตร ( breastfeeding ) จากผลการศึกษาว่าการสัมผัสกันทางผิวหนังระหว่างแม่และลูกน้อยแรกเกิดของเธอทันทีนั้นจะเกิดประโยชน์กับทั้งแม่และลูกน้อย การตรวจสอบจากองค์การอนามัยโลก ( World Health Organization ) การกอดหรือการสัมผัสจากมารดาหลังคลอดจะช่วยลดอาการที่ทารกแรกเกิดร้องไห้ได้, จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแม่และทารกให้ดีขึ้น และช่วยแม่ให้นมลูกได้สำเร็จ พวกเค้าแนะนำเกี่ยวกับเด็กแรกเกิด ( neonates ) ว่าควรจะอนุญาตให้แม่อยู่กับลูกครั้งแรกสองชั่วโมงหลังจากคลอดเพื่อให้เกิดความผูกพัน ในช่วงเวลานี้ทั้งแม่และทารกน้อยมีแนวโน้มที่จะช่วยเพิ่มความพร้อมในช่วงเวลาต่อจากนี้ไปของทารก [ 42 ] ช่วงเวลาหลังคลอดเกิดขึ้นทันทีหลังจากทารกคลอดออกมาจากครรภ์มารดาและขยายเวลาต่ออีกประมาณหกสัปดาห์ ช่วงเวลานี้ร่างกายของแม่จะเริ่มกลับไปเหมือนกับช่วงก่อนคลอดรวมไปถึงฮอร์โมนและการเปลี่ยนแปลงขนาดของมดลูกอีกด้วย
การเริ่มต้นตั้งครรภ์จะทราบได้โดยการตรวจพบจากอาการอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอยู่กับอาการของหญิงตั้งครรภ์เองหรือโดยใช้เครื่องทดสอบทางการแพทย์ ประมาณการได้ว่าผู้หญิง 1 ใน 475 อยู่ที่ 20 สัปดาห์ และผู้หญิง 1 ใน 2,500 คนจะคลอด, หญิงเหล่านั้นปฏิเสธที่จะยอมรับว่าพวกเขากำลังตั้งครรภ์ซึ่งเรียกว่า การปฏิเสธของการตั้งครรภ์ ( denial of pregnancy) [ 43 ] มีหญิงบางคนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์แต่ผู้หญิงเหล่านั้นมั่นใจว่ามีการตั้งครรภ์เนื่องจากมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ภาวะนี้เรียกได้ว่าการตั้งท้องเที่ยม ( false pregnancy ) [ 44 ] หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์จะรู้ถึงจำนวนอาการที่เกิดขึ้นที่บ่งบอกเป็นสัญญาณว่าได้เกิดการตั้งครรภ์แล้ว อาการเหล่านี้รวมไปถึงอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่มากขึ้นกว่าปกติ, ความอยากอาหารบางชนิดที่ไม่ใช่สิ่งที่เคยกินและปัสสวะบ่อยขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนกลางคืน จำนวนของสัญญาณทางการแพทย์ ( medical signs ) เบื้องต้นที่บอกได้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ [ 45 ] [ 46 ] อาการเหล่านี้มักจะปรากฏภายในไม่กี่สัปดาห์หลังจากตั้งครรภ์ แม้ว่าจะสัญญาณเหล่านี้จะไม่ใช่ทั้งหมดแต่ก็เป็นที่นิยมใช้การอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน อาการเหล่านี้เป็นการวินิจฉัยด้วยตัวเองซึ่งนำมารวมกันกับการตั้งข้อสัญนิษฐานในการวิฉิจฉัยตั้งครรภ์ สัญญาณเหล่านี้จะรวมไปถึงการตรวจเจอฮอร์โมน human chorionic gonadotropin ในเลือดและปัสสาวะ ( human chorionic gonadotropin ย่อมาจาก human chorionic gonadotropin ) ประจำดือน ขาด เลือดออกในขณะที่มีการฝังตัวอ่อนในมดลูกในช่วงสัปดาห์ที่สามหรือสี่หลังจากประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย, อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นกว่าปกตินานเกิดกว่าสองสัปดาห์หลังจากมีการตกไข่ เกิดอาการ Chadwick ‘s sign คือ ปากมดลูก, บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอก และ ช่องคลอด มีสีคล้ำลง, Goodell ‘s sign คือ อาการอ่อนตัวของบริเวณช่องคลอดปากมดลูก, Hegar ‘s sign คือสัญญาณจากการอ่อนตัวของ uterus isthmus และมีสีคล้ำลงของแนวกลางช่องท้องด้านล่าง-มีเส้นสีคล้ำบริเวณท้องล่างเกิดขึ้น ( Linea nigger ), ( เส้นสีคล้ำที่เกิดบริเวณ ท้อง, รอยดำ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ช่วงเวลาที่เกิดมักจะเกิดในช่วงไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ ). [ 45 ] [ 46 ] การเจ็บเต้านม เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในการตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสแรกและพบมากในหญิงตั้งครรภ์ที่อายุน้อย. [ 47 ] และหลังจากนั้นลานนมจะสีคล้ำลงอันเนื่องมากจากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน. [ 48 ] อาการดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ แม้ว่าจะมีสัญญาณเหล่านี้ทั้งหมด ผู้หญิงบางคนอาจไม่ได้ตระหนักว่าพวกเธอกำลังตั้งครรภ์เพราะเหมือนกับว่าพวกเธออยู่ห่างไกลพร้อมในการตั้งครรภ์ ในบางกรณี, มีจำนวนน้อยที่ไม่ทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ของตัวเองจนกระทั่งถึงเวลา คลอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เกิดจากหลายปัจจัย รวมไปถึงผู้ที่มีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ( มักพบในวัยรุ่น ), ยาบางอย่าง ( ไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์เด็ก ), และในผู้หญิงอ้วนที่ไม่สนใจการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวเอง และในคนอื่น ๆ ที่ ปฏิเสธ การตั้งครรภ์ของตัวเอง
การตรวจสอบการตั้งครรภ์สามารถทำได้โดยใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่า การทดสอบการตั้งครรภ์ ต่าง ๆ [ 49 ] สามารถตรวจพบฮอร์โมนที่เกิดจาก รก ที่เกิดขึ้นใหม่ ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ ของการตั้งครรภ์ ซึ่งสามารถทราบได้จากผลการตรวจเลือดและการตรวจปัสสวะสามารถตรวจพบใน 12 วันหลังจากการปฏิสนธิ. [ 50 ] ผลการตรวจการตั้งครรภ์จากเลือดตรวจสอบได้ละเอียดกว่าการตรวจจากผลปัสสวะ ( ให้ผลน้อยในกรณีผลตรวจเชิงลบที่เป็นเท็จ ). [ 51 ] สามารถ ตรวจการตั้งครรภ์ ได้จากที่บ้านซึ่งเป็นการตรวจ ปัสสวะ โดยปกติแล้วจะสามารถตรวจพบได้ 12 ถึง 15 วันหลังจากเกิดการปฏิสนธิ การตรวจเลือดสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่ตัวเอ็มบริโอได้เกิดการตั้งครรภ์แล้ว การทดสอบห่าง 48 ชั่วโมเป็นประโยชน์ในเรื่องการตั้งครรภ์ การตรวจสอบระดับของฮอร์โมนที่เรียกว่า ฮอร์โมน โพรเจสเทอโรน จะช่วยตรวจสอบได้ว่าทารกในครรภ์มีโอกาสรอดหรือไม่ในผู้ที่เกิดภาวะ แท้งคุกคาม ( มีเลือดออกในครรภ์ ). [ 52 ] การตรวจอัลตร้าซาวน์ในทางสูตินารีแพทย์ สามารถช่วยในตรวจพบ โรคที่เป็นแต่กำเนิด ได้ในระยะแรก เพื่อทราบประมาณวันที่ครบกำหนดคลอดรวมไปถึงการตรวจสอบพบถุงการตั้งครรภ์หลายถุง ( multiple pregnancy ) [ 53 ] สามารถตรวจสอบการประมาณการวันครบกำหนดคลอดได้เล็กน้อยของทารก แต่ที่ถูกต้องกว่าวิธีนี้ก็คือขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย. [ 54 ] ในผู้ที่มีความเสียงต่ำก็ไม่มีความชัดเจนว่า อัลตราซาวนด์เป็นผลทำให้เกิดการคลอดบุตรก่อน 24 สัปดาห์ [ 55 ] การถ่ายภาพอัลตราซาวนด์เป็นประจำหลังจาก 24 สัปดาห์การตั้งครรภ์ไม่ได้ถูกพิสูจน์ว่ามีผลทั้งในมารดาหรือทารกที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการผ่าตัดคลอด. [ 56 ] ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่แนะนำ. [ 55 ] ภาพ อัลตร้างซาวน์ 3 มิติ ให้รายละเอียดที่ทันสมัยมากขึ้นสำหรับการวินิจฉัยก่อนคลอดกว่าเก่าที่เป็นเทคโนโลยีอัลตราซาวนด์ 2 มิติ. [ 57 ] ในขณะที่การอัลตร้าซาวน์ 3 มิติเป็นที่นิยมกับผู้ปกครองที่ต้องการถ่ายภาพก่อนคลอดเป็นของที่ระลึก, [ 58 ] ทั้งอัลตร้าซาวน์ 2 มิติ และ 3 มิติ ถูกรับรองจากองค์การอาหารและยา ( FDA ) ไม่ใช่ทางการแพทย์ [ 59 ] แต่ไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนว่าการอัลตราซาวนด์ที่จะมีผลกระทบทางด้านใด ๆ การแพทย์ [ 60 ] ภาพต่อไปนี้เป็นภาพอัลตราซาวนด์ 3 มิติถูกนำมาดูว่าในแต่ละขั้นตอนของการตั้งครรภ์เป็นอย่างไร

SEE ALSO  Interview with Dr. Seree Nonthasoot

Read more: Always, Sometimes, Never! The Most Common Italian Adverbs of Frequency (with Examples)

ดูแลรักษาทางการแพทย์ก่อนคลอดคือ การดูแลโดยแพทย์และพยาบาลเพื่อให้คำแนะนำสำหรับผู้หญิงในช่วงเวลาทั้ง ก่อน และ ระหว่าง การตั้งครรภ์ จุดมุ่งหมายของการดูแลก่อนคลอดที่ดีก็คือ สามารถระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในช่วงต้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกับหญิงตั้งครรภ์ถ้าเป็นไปได้ ( การแนะนำก็จะเป็นเรื่องสารอาหารที่จะนำไปบำรุงร่างกาย, การออกกำลังกาย รวมไปถึงการรับประทานวิตามิน ฯลฯ ) และในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องมีการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์ที่เหมาะสมนั้นจะต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญโรงพยาบาล ฯลฯ
ความสมดุลของอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นสิ่งสำคัญของการตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพดี. การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ก็คือมีการรับประทานที่สมดุลกันทั้ง คาร์โบไฮเดรต ไขมันและ โปรตีน มีการรับประทานอาหารที่มีความหลากหลายของผักและผลไม้มักจะช่วยให้เกิดภาวะโภชนาการที่ดี ผู้ที่ได้รับอาหารจนเกิดผลกระทบเป็นปัญหาสุขภาพผลจากความต้องการทางศาสนาหรือความเชื่อทางจริยธรรมมีความจำเป็นที่จะต้องปรึกษามืออาชีพหรือนักโภชนาการด้านสุขภาพสำหรับที่จะให้คำแนะนำที่จำเป็นเฉพาะด้านสำหรับเรื่องการตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับ กรดโฟลิค ( หรือเรียกว่าโฟเลตหรือวิตามินบี 9 ) ในปริมาณที่เพียงพอเพื่อจะช่วยลดความเสี่ยงของทารกในครรภ์ที่จะบกพร่องท่อประสาท ตัวอย่างเช่น spina bifida ซึ่งเป็นความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง, ข้อบกพร่องร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นตอนทารกเกิด ( birth blemish ) Neural tube เป็นโครงสร้างที่มีลักษณะเป็นหลอดยาวไปตามแนวสันหลังในระยะเอ็มบริโอส่วนหน้าเจริญไปเป็นสมอง ส่วนหลังเจริญไปเป็นไขสันหลัง ซึ่งส่วนนี้จะถูกพัฒนา 28 วันแรกของการการตั้งครรภ์ สิ่งที่อธิบายมาทั้งหมดนี้เพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นในการได้รับกรดโฟลิคในปริมาณที่เพียงพอ [ 61 ] [ 62 ] โฟเลต ( มาจาก folia, ใบไม้ ) ซึ่งมีมากใน ผักโขม ( ทั้งสด, แช่เข็งหรือแบบบรรจุกระป๋อง ) และสามารถพบได้ใน ผักใบเขียว เช่น สลัด, หัวผักกาด, บร็อคโคลี่ หน่อไม้ฝรั่ง และในผลไม้เช่น มะนาวและแตงโม ถั่วชิกพี ( chickpea จะอยู่ในรูปของ ครีม หรือ falafel ) และ ไข่ ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี ( แป้งก๋วยเตี๋ยว ) จะเสริมด้วยกรดโฟลิค [ 63 ] DHA mega-3 เป็นกรดไขมันที่สำคัญของโครงสร้างในสมองและจอประสาทตา และสามารถพบได้ตามธรรมชาติในนมแม่ DHA เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ควรได้รับปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสมในระหว่างตั้งครรภ์ และพยาบาลก็ให้การดูแลโภชนาการที่ดีของหญิงตั้งครรภ์และสุขภาพของทารกในครรภ์ เด็กทารกที่กำลังพัฒนาไม่สามารถผลิต DHAได้ดีจึงมีจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารที่สำคัญนี้จากแม่ผ่านทางรกในระหว่างตั้งครรภ์และในนมแม่หลังคลอด [ 64 ] แร่ธาตุสารอาหาร ที่หลากหลายมีความสำคัญมากต่อสุขภาพและพัฒนาการของทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคของโลกที่ยังมีโภชนาการที่ไม่ดีนัก [ 65 ] ในส่วนพื้นที่ที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศโซนยุโรปตะวันตกและในสหรัฐอเมริกา สารอาหารบางอย่างเช่น วิตามินดี และ แคลเซียม ที่มีความจำเป็นสำหรับการพัฒนากระดูกอาจต้องใช้จากอาหารเสริม [ 66 ] [ 67 ] [ 68 ] แบคทีเรียที่เป็นอันตรายหรือพยาธิอาจปนเปื้อนอาหาร รวมถึง ลิสทีเรีย ( Listeria ที่เป็นแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้อาหารเน่าเสีย ) และ โรคท็อกโซพลาสโมซิส ( Toxoplasma gondii ซึ่งเป็นปาราสิตชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดในแมวและสัตว์เลือดอุ่นอื่น ๆ เชื้อนี้จะเจริญในผนังลำไส้ของลำไส้เล็ก ) ควรระมัดระวังในการล้างผลไม้และผักให้สะอาดที่สุดเพื่อที่จะให้เชื้อโรคเหล่านี้หมดออกไปจากการปนเปื้อนในอาหารและควรมีความรอบคอบในการปรุงอาหารที่มาจากเนื้อสัตว์ที่เหลือหรือเนื้อสัตว์แปรรูป. ชีสอ่อนอาจมีลิสทีเรีย ถ้าในนมดิบอาจจะมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น. อุจจาระแมวมีความเสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งของโรคท็อกโซพลาสโมชิสถ้ามีการสัมผัสกับอุจจาระแล้วล้างมือไม่สะอาดจะมีความเสี่ยงกับกลุ่มผู้หญิงที่กำลังตั้งท้อง เพราะหากเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายของคุณแม่แล้ว จะส่งต่อไปยังลูกน้อยในท้องผ่านทางรกได้ อาจเป็นสาเหตุทำให้แท้งลูก หรืออาจทำให้ลูกที่คลอดออกมาเกิดความผิดปกติทางร่างกายได้ เช่น หูหนวก ตาบอด มีอาการทางระบบประสาท ปัญญาอ่อน ฯลฯ หญิงตั้งครรภ์นี้ยังมีแนวโน้มที่จะได้รับเชื้อ Salmonella ซึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ ติดเชื้อจากไข่และสัตว์ปีก ซึ่งควรจะปรุงอาหารให้สุก การสร้างสุขอนามัยที่ดีในห้องครัวสามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ [ 69 ] การเพิ่มขึ้นของปริมาณของน้ำหนักตัวที่ดีต่อสุขภาพในระหว่างตั้งครรภ์มีความแตกต่างกันไป. [ 70 ] น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เป็นเพียงบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวของทารกและรกเพิ่มขึ้น และรวมถึงของเหลวพิเศษสำหรับการไหลเวียนและน้ำหนักที่จำเป็นในการให้สารอาหารเพื่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ [ 71 ] น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจำเป็นที่สุดเกิดขึ้นในภายหลังที่มีการตั้งครรภ์ [ 71 ] สถาบันทางการแพทย์ แนะนำว่าโดยภาพรวมของน้ำหนักในระหว่างการตั้งครรภ์ของผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติ ( ดัชนีมวลกาย ที่อยู่ระหว่าง 18.5–24.9 ) น้ำหนักควรจะมีการขึ้น 11.3–15.9 กิโลกรัม ( 25–35 ปอนด์ ) สำหรับการตั้งครรภ์เดี่ยว. [ 72 ] ในหญิงตั้งครรภ์ที่น้ำหนักน้อย ( คือค่าดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 ) น้ำหนักควรจะเพิ่ม 12.7–18 กิโลกรัม ( 28–40 ปอนด์ ), ในขณะที่ผู้มี น้ำหนักเกิน ( ค่าดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 25–29.9 ) แนะนำว่าน้ำหนักควรจะขึ้น 6.8–11.3 กิโลกรัม ( 15–25 ปอนด์ ) และสำหรับผู้ที่เป็น โรคอ้วน ( ค่าดัชนีมวลกาย > 30 ) น้ำหนักควรจะเพิ่มขึ้น 5–9 กิโลกรัม ( 11–20 ปอนด์ ). [ 73 ] ในระหว่างการตั้งครรภ์ผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินไปและน้อยเกินไปมีผลกระทบต่อทั้งตัวมารดาเองและทารกในครรภ์ [ 71 ] การเข้าไปดูแลให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดในเรื่องการเพิ่มของน้ำหนักตัวของหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักตัวไม่ถึงเกณฑ์ยังไม่เป็นที่ชัดเจนนัก [ 71 ] การมีน้ำหนักเกินหรือมากเกินไปในการตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนสำหรับแม่และทารกในครรภ์ รวมไปถึงการผ่าตัดคลอด, ความดันโลหิตสูงในระหว่าตั้งครรภ์ ( gestational high blood pressure ), ภาวะครรภ์เป็นพิษ ( preeclampsia ), ทารกมีขนาดโตกว่าปกติ ( macrosomia ) และการคลอดติดไหล่ ( shoulder dystocia ). [ 70 ] อีกทั้งลดน้ำหนักหลังตั้งครรภ์ได้ยาก. [ 70 ] [ 74 ] ประมาณ 50 % ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศอังกฤษมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนก่อนการตั้งครรภ์. [ 74 ] มีการวิจัยแล้วพบว่าการลดน้ำหนักจากการควบคุมอาหารเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องในการตั้งครรภ์ [ 74 ] การตรวจสอบไม่พบหลักฐานของอันตรายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย [ 74 ] หญิงตั้งครรภ์ที่มีการใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์จะมีผลชั่วคราวหรือถาวรต่อในทารกในครรภ์ ดังนั้นแพทย์จำนวนมากไม่ต้องการสั่งยาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะกังวลที่จะส่งผลเกี่ยวกับความผิดปกติของทารก ( teratogenicity ) ในระหว่างการใช้ยา มีการแบ่งประเภทของยาออกเป็น A, B, C, D และ X ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( FDA ) มีระบบการให้คะแนนเพื่อที่จะให้คำแนะนำรักษา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประโยชน์ที่ได้รับจากการรักษาของตัวมารดาเองและความเสี่ยงที่เกิดต่อทารกในครรภ์ ยานั้นหมายรวมไปถึงวิตามินต่าง ๆ ( multivitamins ) ได้ทำการศึกษาในมนุษย์มาแล้วว่ายาในกลุ่ม A ว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดต่อทารกในครรภ์ ส่วนยาอื่น ๆ เช่น ยาตาลิโดไมด์ ( thalidomide ) ได้ศึกษามาแล้วว่ามีผลต่อความพิการของทารกซึ่งจัดยากลุ่มนี้ในกลุ่ม X. [ 75 ] การใช้ยาเสพติดเพื่อความบันเทิงใจ ( recreational drugs ) ในช่วงการตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดภาวะ แทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ ได้
ความเสี่ยงของมดลูกเมื่อ สัมผัสกับการสารผิดจากสิ่งแวดในขณะตั้งครรภ์ มีความสามารถพอที่จำทำให้ส่งผลกระทบต่อ พัฒนาการก่อนคลอด ของตัวเอ็มบริโอหรือทารก รวมไปถึง ภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ ผลกระทบนี้อาจเกิดมาจาก สารพิษ สารและ มลพิษ รวมไปถึง ความผิดปกติแต่กำเนิด รวมไปถึง ผลกระทบของมลพิษไปยังสมอง ( neuroplastic effects of contamination ) ส่งผลในการพัฒนาการ ความผิดปกติของระบบประสาท ของบุตรหลานต่อไปในการใช้ชีวิต. นี่เป็นผลกระทบที่รุนแรงโดยเฉพาะในเวลาตั้งครรภ์ ซึ่งก็หมายรวมถึง สารพิษที่มาจากปรอท และ สารพิษที่มาจากตะกั่ว เพื่อลดการสำผัสกับสารพิษในสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยพยาบาลผดุงครรภ์แห่งสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำว่าควรมีการตรวจสอบสีที่ใช้ทาบ้านที่สร้างก่อนปีคริสต์ศักราช 1978 ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาจาก ออร์แกนิค หลึกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ระบุว่าเป็น ” สารพิษ ” หรือสินค้าใด ๆ มีมีคำเตือนการใช้อยู่บนฉลาก. [ 82 ] ผู้หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ยังสามารถมีกิจกรรมทางเพศได้ในตลอดการตั้งครรภ์. [ 83 ] การวิจัยส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าระหว่างการตั้งครรภ์มีทั้ง หญิงตั้งครรภ์ที่มีความต้องการทางเพศและหญิงตั้งครรภ์ความสัมพันธ์ทางเพศมีความถี่ที่ลดลง. [ 84 ] [ 85 ] เนื้อหาของในส่วนนี้จะแสดงให้เห็นว่ามีความต้องการทางเพศที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่สองและลดลงในระหว่างไตรมาสที่ 3. [ 86 ] [ 87 ] ในบางคนจะมีความรู้สึกถูกดึงดูดกับหญิงที่ตั้งครรภ์ ( ความรู้สึกทางเพศเฉพาะกับหญิงตั้งครรภ์, รู้จักกันดีใน maiesiophilia ) เพศสัมพันธ์ในระหว่างตั้งครรภ์ เป็นพฤติกรรมความเสี่ยงต่ำ ยกเว้นต่อเมื่อแพทย์หรือผู้ให้บริการการดูแลสุขภาพแนะนำว่าให้ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยง แต่ในสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพดีที่ไม่ได้ป่วยหรืออ่อนแอ ก็อาจจะไม่ปลอดภัยเมื่อใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยง ให้คู่รักมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่รุนแรงกับบริเวณมดลูก [ 88 ] การออกกำลังกายแบบแอโรบิกปกติในระหว่างการตั้งครรภ์จะช่วยพัฒนา ( หรือรักษา ) สมรรถภาพทางร่างกาย อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีการวิจัยกับหญิงตั้งครรภ์ที่ยากจนสามารถที่จะสรุปได้ว่าการออกกำลังกายมีความเสี่ยงและประโยชน์ต่อทั้งหญิงตั้งครรภ์และทารก [ 89 ] คลินิคฝึกหัดของสูติศาตร์ของสถาบันในประเทศแคนนาดา ได้แนะนำว่า “ ผู้หญิงทุกคนไม่มีข้อห้ามการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ทั้งควรได้รับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการออกกำลังกายแอโรบิกและความแข็งแรง เป็นสิ่งที่ดีต่อการใช้ชีวิตประจำวันและสุขภาพที่ดีในระหว่างตั้งครรภ์ของพวกเธอ ” แม้ว่าข้อกำหนดของระดับของการออกกำลังกายที่ปลอดภัยยังไม่ถูกตั้งขึ้น, ผู้หญิงที่ออกกำลังกายเป็นประจำก่อนการตั้งครรภ์และผู้เป็นผู้ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน การตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพดีควรจะสามารถมีส่วนร่วมในโปรแกรมการออกกำลังกายความเข้มสูง เช่นการวิ่งเบา ๆ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เวลาน้อยกว่า 45 นาที จะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ถ้าพวกเขามีความใส่ใจที่จะดูความเป็นไปได้ว่าสามารถที่จะเพิ่มแรงในการออกกำลังกายและมีความระมัดระวังที่จะไม่กลายเป็นทำให้ตื่นเต้นมากเกินไป ในกรณีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางการแพทย์หรือการคลอดบุตร มีการแนะนำในการออกกำลังกายวันละ 30 นาทีหากไม่ได้ทุกวันของสัปดาห์ โดยทั่วไปหญิงตั้งครรภ์ควรที่จะมีส่วนร่วมในความหลากหลายของกิจกรรมสันทนาการที่มีปลอดภัย ลดกีฬาที่มีความเสี่ยงสูง เช่นการขี่ม้า หรือเล่นสกีหรือกีฬาที่ความเสี่ยงของการบาดเจ็บในช่องท้อง เช่น ฟุตบอลหรือฮ็อกกี้ [ 90 ] วิทยาลัยสูตินรีแพทย์ของอเมริการายงานว่าในอดีตที่ผ่านมา, ความกังวลหลักของการออกกำลังกายในระหว่างตั้งครรภ์ การจดจ่ออยู่กับทารกในครรภ์และสนใจเกี่ยวกับประโยชน์สิ่งที่จะเกิดกับทารก การพัฒนาศักยภาพของของทารก ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับทารก อย่างไรก็ตามพวกเค้าก็ยังเขียนกำกับว่าสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายตอนตั้งครรภ์ควรที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน, มีโอกาสน้อยที่จะมีความเสี่ยงสูงต่อทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตามมีหลาย ๆ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมให้หญิงตั้งครรภ์ควรติดต่อผู้ให้บริการด้านสุขภาพโดยตรงเพื่อจะดำเนินการออกกำลังกายตามโปรแกรมที่ได้ถูกจัดไว้ รวมไปถึงข้อห้ามให้คนที่ตั้งครรภ์ห้ามออกกำลังกายเมื่อพบว่าพวกเธอมีอาการดังต่อไปนี้ คือ มีเลือดออกทางช่องคลอด, ผู้ที่มีอาการหายใจลำบาก ก่อนที่จะออกแรง, วิงเวียนปวดศีรษะเจ็บหน้าอก กล้ามเนื้ออ่อนแอ, ภาวะที่จะคลอดก่อนกำหนด, ทารกมีการเคลื่อนไหวที่ลดลง การรั่วของถุงน้ำคร่ำ และมีอาการปวดน่องและบวม ( เข้าข่าย อักเสบของหลอดเลือดดำ ). [ 90 ] จะชี้ให้เห็นว่า การทำงานกะ และการสัมผัสกับแสงจ้าในเวลากลางคืนเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างน้อยที่สุดในช่วงไตรมาสที่ 3 เพื่อลดความเสี่ยงของปัญหาทางสภาวะจิตใจและพฤติกรรมของทารกในแรกเกิด. [ 91 ] กลไกที่จะนำเสนอก็คือ ระบบเซอร์เคเดี้ยน ริทึ่ม ( circadian cycle เป็นส่วนที่ควบคุมการนอนหลับ, การหลั่งฮอร์โมน, การเผาผลาญอาหาร, อุณหภูมิของร่างกาย ฯลฯ ) ของมารดาและพัฒนาการต่าง ๆ ของทารก [ 91 ] อาการและสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่สบายกายในช่วงตั้งครรภ์ คือ สิ่งที่แสดงออกมาในแง่ของสุขภาพที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเวลาตอนตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ได้รบกวน กิจกรรมและการใช้ชีวิตประจำวัน หรือก่อให้เกิดภัยอะไรสำคัญของสุขภาพทั้งต่อมารดาและทารก ในให้ผลทางตรงกันข้ามกับคำว่า ภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ ยังคงไม่สามารถแยกได้ชัดเจนระหว่างอาการที่ไม่สบายตัวเมื่อเทียบกับอาการแทรกซ้อน และบางทีในแง่ความรู้สึกไม่สบายกับอาการแทรกซ้อนก็มาจากพื้นฐานเดียวกันแต่ก็จะดูถึงความรุนแรง. ตัวอย่างเช่น อาการคลื่นไส้อาเจียนอาจจะทำให้รู้สึกไม่สบาย ( แพ้ท้อง ) แต่ถ้ารุนแรงและก่อให้เกิดการอาเจียน จนทำให้น้ำในร่างกายไม่สมดุลแล้ว ( water-electrolyte asymmetry ) นั่นจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ ( hyperemesis gravidarum หมายถึง ผู้ตั้งครรภ์มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรงน้ำหนักลดมากกว่า ร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ ร่างกายมีภาวะขาดน้ำ ขาดสมดุลกรดด่างและเกลือแร่จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ). อาการที่พบบ่อยในช่วงเวลาตั้งครรภ์ คือ
ในแต่ละปีตามที่องค์การอนามัยโลก ได้สำรวจว่ามีการป่วยที่มีผลมาจากตั้งครรภ์ ( บางครั้งเป็นอย่างถาวร ) มากกว่า 20 ล้านคนทั่วโลก นอกจากนี้ “ มีชีวิตของผู้หญิง 8 ล้านคนมีอาการเจ็บป่วยและมีผู้หญิงมากกว่า 500,000 คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตในปี 1995 เป็นผลมาจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร. ” [ 94 ] ตัวอย่างดังต่อไปนี้เป็นบางส่วนของภาวะแทรกซ้อนการตั้งครรภ์ :
นอกจาก อาการแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ที่สามารถขึ้นได้แล้ว, หญิงตั้งครรภ์อาจจะมี โรคแทรกซ้อน เกิดขึ้นได้ นั่นคือโรคหรืออาการอื่น ๆ ( ไม่ได้เกิดโดยตรงจากการตั้งครรภ์ ) ที่อาจกลายเป็นสิ่งร้ายแรงหรือมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับการตั้งครรภ์
อัตราการตั้งครรภ์ของประชากรหญิง ขึ้นอยู่กับวัยแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญทั้งเรื่องประเทศและภูมิภาค และมักจะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยที่หลากหลาย เช่น วัฒนธรรมทางสังคมและศาสนาเป็นบรรทัดฐาน การเข้าถึงการคุมกำเนิด และการได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น อัตราการเจริญพันธุ์รวม ( The total fertility rate : TFA ) ในปี 2013 โดยเป็นที่คาดกันว่าจะเป็นที่สูงที่สุดอยู่ในประเทศไนเจอร์ ( เด็กเกิดใหม่ 7.03 คน/ผู้หญิงหนึ่งคน ) และที่น้อยที่สุดคือ ประเทศสิงค์โปร์ ( เด็ก 0.79/ผู้หญิงหนึ่งคน ) [ 98 ] ในยุโรป วัยเจริญพันธุ์เฉลี่ยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง ทางตะวันตก ทางภาคเหนือและภาคใต้ของยุโรป, อายุของหญิงตั้งครรภ์ครั้งแรกจะอยู่ที่ 26-29 ปี, เพิ่มขึ้นจากปี 1970 ที่อยู่ระหว่างอายุ 23-25 ​​ปี ในจำนวนของประเทศในแถบยุโรป เช่น สเปน อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่คลอดบุตรคนแรกที่ได้ตอนนี้ข้ามเกณฑ์มาเป็นอายุ 30 ปี สิ่งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในยุโรป, เอเชีย, ญีปุ่นและสหรัฐอเมริกา จะเห็นได้ว่าอายุเฉลี่ยของมารดาได้เพิ่มขึ้น และแพร่กระจายรวมไปถึงประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเช่น จีน, ตุรกี และอิหร่าน ในสหรัฐอเมริกาที่มีอายุการคลอดบุตรคนแรกคือ 25.4 ในปี 2010 [ 99 ] วัฒนธรรมส่วนใหญ่, หญิงตั้งครรภ์จะมีสถานะพิเศษในสังคมและได้รับการดูแลอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง. [ 100 ] ในเวลาเดียวกันที่พวกเธอมีความคาดหวังที่จะได้รับการปฏิบัติที่ดี เช่น มีการผลิตลูกชายและทายาท. ในสังคมแบบโบราณหลาย ๆ ที่, การตั้งครรภ์ก่อนมีการแต่งงาน จะมีความเจ็บปวดจากการคว่ำบาตรของแม่และ ( ลูกนอกสมรส ) เด็ก สิ่งขยายความที่เด่นชัดในหญิงตั้งครรภ์ คือ มีความหมายในเชิงเป็นสัญลักษณ์ของความมหัศจรรย์ของความอุดมสมบูรณ์ เหมือนดั่งรูปปั้น วีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ ซึ่งแสดงให้เห็นเกินจริงในลักษณะทางเพศของผู้หญิง ( หน้าอกใหญ่และมีหน้าท้องและ หัวหน่าว ที่โดดเด่น ) ได้รับการตีความว่าเป็นที่บ่งบอกถึงความ อุดมสมบรณ์ของพิธีกรรม ใน ยุคยุโรป โดยทั่วไปแล้ว การตั้งครรภ์จะมาพร้อมกับประเพณีขนบธรรมเนียมที่หลากหลายซึ่งมาจากการวิจัยจากหลาย ๆ ชาติ, รากฐานมากจาก การแพทย์แผนโบราณ หรือทางศาสนา. เบบี้ชาวเวอร์ ( เป็นงานที่เขาจัดขึ้นให้แก่ว่าที่คุณแม่ ก่อนที่คุณแม่จะคลอด บรรดาญาติพี่น้องเพื่อนฝูงผู้หญิงก้อจะมากินเลี้ยงกันแล้วเปิดของขวัญ ) ก็เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ความทันสมัย การตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่สำคัญในทาง สังคมวิทยาของครอบครัว เด็กที่ถูกคาดหวังตั้งแต่แรกจะถูกกำหนดกฏเกณฑ์เป็นจำนวนมากจาก บทบาททางสังคม ความสัมพันธ์ของพ่อแม่หรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองบวกกับสภาพแวดล้อมมีผลกระทบโดยตรงต่อของเด็ก ๆ
เนื่องจากบทบาทที่สำคัญของ แม่ของพระเจ้า ในศาสนาคริสต์ การแสดงงานศิลปะทางตะวันตกมีประเพณีอันยาวนานของการสอดแทรกเรื่องราวของการตั้งครรภ์เอาไว้ด้วย [ 101 ] การตั้งครรภ์ปกติและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งครรภ์ของผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งงานยังเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญในวรรณคดี. ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่อง Hardy ‘s Tess of the d’Urbervilles และ Goethe ‘s Faust .
เทคนิคทางเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ที่ทันสมัยเป็นอีกทางเลือกให้สำหรับคู่รักมีความประสงค์ต้องการมีบุตร คนที่มีภาวะมีบุตรยาก การผสมเทียม และ การอุ้มบุญหรือการตั้งครรภ์แทน
ทำแท้งคือการสิ้นสุดของตัวอ่อนทารกในครรภ์ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือผ่านวิธีการทางการแพทย์ มักจะเกิดในไตรมาสแรกมากกว่าไตรมาสที่สองและมักจะไม่เกิดในไตรมาสที่สาม [ 13 ] ไม่ใช่การคุมกำเนิดหรือการคุมกำเนิดล้มเหลวจากครอบครัวที่ยากจนหรือการถูกข่มขืนที่นำไปสู่ การตั้งครรภ์แบบไม่พึงประสงค์ การทำแท้งที่ถูกต้องตามกฎหมายชี้ให้เห็นสังคมที่มีความแตกต่างกันอย่างมากทั้งในระดับสากลและในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ในประเทศส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันตกทำแท้งในช่วงไตรมาสแรกไม่เป็นความผิดทางอาญา แต่บางประเทศอาจต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย [ 102 ] ในเยอรมันในปี 2009 มีน้อยกว่า 3 % ของการทำแท้งที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
หลาย ๆ ประเทศมีกฎระเบียบของกฎหมายที่แตกต่างกันในการที่จะปกป้องผู้หญิงตั้งครรภ์และลูก ๆ ของเธอ ข้อตกลงคุ้มครองการคลอดบุตร เพื่อให้แน่ใจว่าหญิงตั้งครรภ์จะได้ยกเว้นจากการทำงานที่มีกะกลางคืนหรือจะต้องยกของหนัก การลาคลอด มักจะมีการออกค่าใช้จ่ายจากการทำงานในช่วงประมาณไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์และบางครั้งหลังคลอด กรณีที่เด่นชัด ได้แก่ ประเทศนอร์เวย์ ( ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนเป็นเวลา 8 เดือน ) และสหรัฐอเมริกา ( ไม่มีค่าใช้จ่ายที่ออกทั้งหมด แต่ยกเว้นในบางรัฐ ). นอกจากนี้หลายประเทศมีกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติการตั้งครรภ์ ( pregnancy discrimination ) ในปี 2014, ที่อเมริการในรัฐ เคนตักกี ได้ผ่านกฎหมายที่ยอมให้อัยการเรียกเก็บเงินกับสตรีในกรณีคดีอาญาถ้าเธอนั้นเสพยาในขณะตั้งครรภ์ที่จะทำให้เกิดผลอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือเด็กแรกเกิดที่เป็นลูกของเธอ [ 103 ]

  • การตั้งครรภ์ ที่เว็บไซต์ Curlie
  • Merck Manual Home Health Handbook – further details on the diseases, disorders, etc., which may complicate pregnancy.
  • Pregnancy care planner – NHS guide to having baby including preconception, pregnancy, labor, and birth.
SEE ALSO  Ibuprofen (ไอบูโพรเฟน) คือยาอะไร? เช็กสรรพคุณ วิธีการใช้ ข้อควรระวัง | Raksa

Read more: R SMD 0805

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

https://www.escapefromwatchtower.com/slot-online/ https://thebakersavenue.com/wp-includes/slot-online/ https://www.antiquavox.it/live22-indonesia/ https://ogino.co.uk/wp-includes/slot-gacor/ https://www.amarfoundation.org/slot-gacor/