ทำไมถึงน่าใช้ของมือสอง?

Messy pile of clothes in front of clothes rack
ถึงแม้ว่าคุณจะซื้อของมือหนึ่งบนโลกออนไลน์ได้ง่ายๆ เพียงกระดิกปลายนิ้ว หรือโยนของที่ไม่ใช้แล้วทิ้งไปเฉยๆ ได้ แต่การใช้ตลาดของมือสองในญี่ปุ่นให้เป็นประโยชน์ก็ยังมีข้อดีอยู่มากมาย ของมือสองเหล่านี้มักจะขายในราคาที่ถูกกว่าปกติโดยขึ้นอยู่กับชนิดสินค้า แต่ในทางกลับกัน นี่ก็เป็นอีกช่องทางที่ดีสำหรับการหาเงิน ทั้งสำหรับคนที่ต้องการจัดบ้านตามวิธีแบบ KonMari ( การจัดบ้านโดยแยกสิ่งของเป็นหมวดหมู่และเลือกเก็บเฉพาะของที่มีความหมายเอาไว้ ) และคนที่ต้องการกำจัดของที่ไม่ใช้แล้ว แต่หากคุณไม่อยากเสียเวลามาการนั่งลิสต์รายชื่อของ ญี่ปุ่นก็มีสถานที่รับบริจาคของอยู่หลายแห่งด้วยเช่นกัน
ของมือสองส่วนมากมักจะเป็นหนังสือ เกมส์ และเสื้อผ้า ขึ้นอยู่กับแหล่งซื้อขาย แต่ในบางครั้ง คุณก็อาจจะเจอของที่กำลังตามหาอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ หรือไม่ก็อาจจะเจอคนที่ต้องการรับของไปจากคุณก็ได้ !

สถานที่ซื้อ – ขายของมือสองในญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่นมีแพลตฟอร์มสำหรับการซื้อ – ขายของมือสองอยู่มากมาย ทั้งแบบออนไลน์และแบบออฟไลน์ แต่อย่าลืมชั่งน้ำหนักข้อดี – ข้อเสียของแต่ละตัวเลือกด้วย ตัวอย่างเช่น การซื้อขายออนไลน์อาจมีอิสระในการต่อรองหรือตั้งราคามากกว่า แต่สำหรับคนที่อยากกำจัดของบางอย่างให้เร็วที่สุด การนำไปขายที่ร้านก็อาจจะเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่า

ตลาดซื้อ – ขายของออนไลน์

Smartphone screen showing Mercari appslyellow / Shutterstock.com
หากคุณเป็นมือใหม่ที่กำลังมองหาตัวเลือกที่ปลอดภัยในการซื้อ – ขายของออนไลน์ Mercari ( メルカリ ) ซึ่งเป็นแอพฯ ตลาดซื้อขายของที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว ในนี้มีสินค้าวางขายอยู่กว่า 2,000,000,000 ชิ้น ( จำนวนรวมตั้งแต่เปิดทำการในปี 2013 ถึงเดือนธันวาคม 2020 ) แอพฯ นี้จึงมีสิ่งของให้ให้คุณเลือกมากมาย และหากคุณเป็นผู้ขายก็สามารถมั่นใจได้ว่า รายการสินค้าของคุณจะอยู่ในสายตาของผู้คนทั่วญี่ปุ่นแน่ๆ

ถึงแม้ว่า Mercari จะโด่งดังในฐานะแอพพลิเคชั่นตลาดนัด ( フリマアプリ Flea Market App ) แต่ผู้ขายก็มักจะยึดติดกับราคาที่ตั้งไว้ ซึ่งไม่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการต่อราคาเยอะๆ แต่ในกรณีที่ของชิ้นนั้นขายไม่ออกจริงๆ หรือมีการติดต่อเจรจากันอย่างสุภาพ ผู้ขายก็อาจจะลดราคาให้คุณก็ได้
Auction hammer on laptop
อีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ คือ Yahoo ! Auctions ( ヤフオク ! ) แพลตฟอร์มประมูลของออนไลน์ที่จัดตั้งโดย Yahoo ! Japan ในนี้ไม่ได้มีแต่การประมูลเท่านั้น แต่ยังสามารถขายของโดยตั้งราคาปกติได้ด้วย ถึงจุดนี้ บางคนอาจจะตั้งคำถามว่า “ แล้วแพลตฟอร์มนี้ต่างจาก Mercari อย่างไร ? ” ซึ่งก็มีอยู่ ทฤษฎีหนึ่ง ที่พอจะเป็นไปได้ คือ Yahoo ! Auctions มีแนวโน้มที่จะดึงดูดคนที่ต้องการแข่งขันเพื่อให้ของของตัวเองได้ราคาที่สูงขึ้น เพราะทั้งตัวผู้ซื้อและผู้ขายต่างก็มีความคล้ายกันตรงที่ต้องการจะใช้ประโยชน์จากวิธีการซื้อ – ขายด้วยการประมูล ซึ่งอาจทำให้ได้ราคาที่สูงกว่า Mercari ซึ่งไม่ค่อยยืดหยุ่นในเรื่องการตั้งราคา ถึงแม้เราจะไม่สามารถเหมารวมได้ว่าผู้ใช้เป็นแบบนี้กันทุกคน แต่ก็ถือว่าเป็นประเด็นหนึ่งที่ควรคำนึงถึงเมื่อคุณเลือกแพลตฟอร์มในการซื้อ – ขาย
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ขายทั่วไป Yahoo ! Auctions อาจไม่ใช้ทางเลือกที่สะดวกที่สุด เพราะหากคุณไม่ใช่ สมาชิกแบบพรีเมียม ก็จะสามารถขายของได้เพียงแค่ครั้งละ 1 ชิ้นเท่านั้น แถมยังมีตัวเลือกวิธีการจัดส่งน้อยกว่า และมี ข้อจำกัดอื่นๆ อีก แต่ในทางกลับกัน สมาชิกแบบพรีเมียมก็จะต้องผูกกับบริการอื่นๆ ของ Yahoo ! ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการช็อปปิ้ง ท่องเที่ยว รวมถึงความบันเทิงต่างๆ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับคนบางคน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการซื้อ – ขายของแต่ละบุคคล
Amazon Japan delivery boxKoshiro K / Shutterstock.com
นอกจากนี้ คุณยังสามารถทำการซื้อ – ขายสินค้ามือสองบนเว็บไซต์ Amazon Japan ผ่านช่องทาง Amazon Marketplace service ได้ด้วย และเนื่องจากคุณสามารถตั้งค่าบัญชี Amazon Japan ให้เป็นภาษาอังกฤษได้ ดังนั้น ถึงแม้จะไม่อยากใช้ภาษาญี่ปุ่นก็สามารถทำธุรกรรมได้อย่างราบรื่น แต่ก็ต้องไม่ลืมเช่นกันว่าคำอธิบายสินค้าอาจเป็นภาษาญี่ปุ่นในกรณีที่ไม่มีคำแปลภาษาอังกฤษให้
ข้อดีสำหรับผู้ขายก็คือ คุณสามารถขายของได้สะดวกมาก เนื่องจากข้อมูลโดยรวมของสินค้าจะถูกเตรียมไว้โดย Amazon ดังนั้น ผู้ขายจึงไม่จำเป็นต้องอัพโหลดรูปภาพ หรือเขียนคำอธิบายสินค้าเพิ่มเติม ซึ่งปกติแล้วจะเป็นขั้นตอนเสียเวลาค่อนข้างมากในแพลตฟอร์มอื่น
อย่างไรก็ตาม ข้อดีนี้ก็ถือเป็นดาบสองคมอยู่เหมือนกัน เนื่องจากคุณจะไม่สามารถขายสินค้าที่ไม่มีการวางขายบน Amazon อยู่แล้วได้ และตัวผู้ซื้อก็จะไม่สามารถเห็นหน้าตาของสินค้าจริงๆ และต้องเชื่อคำอธิบายเกี่ยวกับสภาพสินค้ามือสองที่ผู้ขายเขียนเอาไว้ด้วย

วิธีเริ่มต้นการใช้งานตลาดซื้อ – ขายออนไลน์ในญี่ปุ่น

Woman using laptop with folded clothes on both sides
ถึงแม้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป แต่ขั้นตอนในการเริ่มซื้อ – ขายส่วนใหญ่จะเหมือนกัน สำหรับผู้ขาย เพียงแค่สมัครสมาชิกออนไลน์และยืนยันตัวตนผ่านเบอร์โทรศัพท์ ( หากจำเป็น ) ในกรณีของผู้ซื้อ คุณก็เพียงแค่จ่ายเงินแล้วรอให้ผู้ขายจัดส่งสินค้าให้เท่านั้น และเมื่อได้รับของแล้วก็อย่าลืมกดยืนยันการรับสินค้าบนแพลตฟอร์ม ซึ่งมักจะใช้คำว่า 受取評価 ( Uketori hyōka ) หรือ 受け取り連絡 ( Uketori renraku ) ด้วย
ในการขายสินค้า ส่วนมากจะต้องมีการยืนยันตัวตนผ่านขั้นตอน 本人確認 ( Honnin kakunin ) โดยส่วนใหญ่แล้วจะสามารถใช้พาสปอร์ตหรือบัตรผู้พำนัก ( ไซริวการ์ด ) รวมถึงใบขับขี่ บัตรประกันสุขภาพ และบัตรมายนัมเบอร์ได้ นอกจากนี้ เวลาที่คุณโพสต์ขายของ ( 出品する Shuppin suru ) ก็อย่าลืมใส่รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและการจัดส่ง รวมถึงรูปภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ซื้อได้เห็นภาพสินค้าที่กำลังจะขายด้วย
Person taking picture of sneakers with smartphone
เวลาขายของอย่าลืมว่าของมือสองนั้นมีหลายสภาพ ( 状態 Jōtai ) คำศัพท์ที่มักใช้ในการอธิบายสภาพสินค้ามีดังนี้ :

  • 中古 (chūko) = มือสอง
  • 新品 (shinpin) = ของใหม่
  • 未開封 (mikaifu) = ยังไม่ได้เปิด
  • 未使用 (mishiyō) = ยังไม่ได้ใช้
  • 傷や汚れあり・なし(kizu ya yogore ari・nashi) = มีตำหนิหรือรอยคราบ / ไม่มี
SEE ALSO  ปฏิทินฤกษ์บนฤกษ์ล่าง สุริยยาตร์ ฤกษ์ทั้งหมด เมษายน 2564/2021 - https://usakairali.com

เมื่อขายของและทำการส่งของเรียบร้อยแล้ว ให้คุณทำตามขั้นตอน 発送通知 ( Hassō tsūchi ) เพื่อยืนยันว่าได้ส่งสินค้าเรียบร้อยแล้วและหลังจากที่ของส่งถึงตัวผู้ซื้อ ก็อย่าลืมรีวิวผู้ซื้อด้วย จากนั้น คุณถึงจะได้รับเงิน โดยคุณต้องยื่นเรื่องถอนเงินผ่านทางธนาคารที่เรียกว่า 振り込み ( Furikomi ) หรือจะใช้เงินที่ได้จากการขายในการซื้อของต่างๆ บนแอพฯ แทนเงินสด ผ่านทาง Merpay ของ Mercari หรือ PayPay ที่ร่วมกับ Yahoo ! Auction ก็ได้เช่นกัน

การซื้อของผ่านตลาดซื้อ – ขายออนไลน์ในญี่ปุ่น

Person using laptop and holding credit card
การซื้อของออนไลน์นั้นง่ายมาก เพียงคุณมีที่อยู่และช่องทางการจ่ายเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตก็สามารถจ่ายเงินผ่านทางร้านสะดวกซื้อที่เรียกว่า コンビニ支払い ( Konbini shiharai ) ได้ นอกจากนี้ วิธีจัดส่งบางช่องทาง ( เช่น ความร่วมมือระหว่าง Mercari หรือ Yahoo ! Auction กับ Japan Post และ Kuroneko Yamato ) ยังทำให้คุณใช้ร้านสะดวกซื้อเป็นที่อยู่ในการจัดส่งได้ แต่ไม่ว่าจะเลือกซื้อบนแพลตฟอร์มไหนก็อย่าลืมดูค่าส่งด้วย หากราคารวมค่าส่งแล้วจะเขียนว่า 送料込み ( Sōryō komi ) และในบางครั้งก็อาจมีการเก็บเงินปลายทางหรือ 着払い ( Chakubarai ) รวมถึงบางครั้งค่าส่งก็อาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่ในการจัดส่งด้วย
Japanese yen coins and banknotes
อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าวัฒนธรรมการต่อราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละแพลตฟอร์มและตัวผู้ขาย ในเรื่องนี้ แอพฯ Mercari อาจไม่ใช่แอพฯ ที่ดีที่สุดสำหรับการต่อราคาแบบสุดโต่ง แต่ก็สามารถลองคอมเมนต์อย่างสุภาพ เช่น コメント失礼いたします。こちらの商品は○○円にお値下げしていただくことは可能でしょうか? ( Komento shitsurei itashimasu. Kochira no shōhin washington ◯◯ en nickel onesage crap itadaku koto washington kanō deshō ka ? ) ซึ่งแปลว่า “ ขอโทษนะครับ/คะ สามารถลดลาคาเหลือ ◯◯ เยนได้ไหมครับ/คะ ” ในขณะที่ Yahoo ! Auction จะมีฟังก์ชั่นที่คุณสามารถเสนอราคาใหม่ได้ผ่านทางคำสั่ง 値下げ交渉する ( Nesage koushou suru ) ในหน้าสินค้า โดยไม่ต้องเจรจากับผู้ขายโดยตรงได้
อีกอย่างต้องระวัง คือ บางครั้งผู้ขายก็อาจกันสินค้าชิ้นนั้นไว้สำหรับลูกค้าบางคน ถึงแม้ว่าสินค้าชิ้นนั้นจะอยู่ในหมวดหมู่ “ Buy now ” ก็ตาม ดังนั้น ขอให้ระวังคำว่า 取り置き ( Torioki ถูกสำรองไว้แล้ว ) และ 専用 ( Senyō กันไว้สำหรับเฉพาะคน ) ในหน้าสินค้าให้ดี คำเหล่านี้สามารถบอกคุณได้ว่าสินค้าเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ขาย ดังนั้นจึงควรอ่านคำอธิบายสินค้าให้จบก่อนซื้อ

การขายของผ่านตลาดซื้อ – ขายออนไลน์ในญี่ปุ่น

Woman putting clothes into cardboard box
ถึงแม้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าช่องทางออนไลน์เหล่านี้สามารถใช้ขายอะไรก็ได้ แต่อย่าลืมตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่าสินค้าที่จะขายนั้นผิดกฎของแต่ละแพลตฟอร์มหรือไม่ เช่น ทั้ง Mercari และ Yahoo ! Auctions ห้ามขายบุหรี่ ( รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า ) และสินค้าประเภทอาวุธ
เวลาคุณตัดสินใจว่าจะขายบนแพลตฟอร์มไหน ค่าธรรมเนียมในการขายก็ถือเป็นสิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ต้องคำนึงถึง ทั้ง Mercari และ Yahoo ! Auctions จะคิดค่าธรรมเนียม 10 % หลังการขาย แต่สำหรับ Yahoo ! Auctions จะลดเหลือเพียง 8.8 % หากเป็นสมาชิกแบบพรีเมียม ในขณะที่ Amazon Marketplace จะค่อนข้างซับซ้อนกว่า เพราะถึงแม้จะไม่เสียเงินในการวางขายสินค้า แต่จะมีการคิดค่าบริการ 100 เยนต่อชิ้น รวมถึงค่านายหน้าที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทสินค้า และยังมีค่าธรรมเนียมพิเศษหรือ Closing Fee สำหรับสินค้าจำพวกสื่อต่างๆ อย่างหนังสือและ DVD ด้วย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า Mercari อาจมีความยุ่งยากน้อยกว่าในกรณีที่มีการขายของน้อยชิ้น แต่สำหรับคนที่มุ่งเน้นการทำกำไรเป็นหลัก Yahoo ! Auctions หรือ Amazon ก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
นอกจากนี้ ยังมักจะมีค่าบริการในการถอนเงินที่ได้จากการขายด้วย สำหรับ Mercari จะมีค่าบริการอยู่ที่ 200 เยนในการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคาร ในขณะที่ Yahoo ! Auctions จะคิดราคา 100 เยน ยกเว้นกรณีที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง ดังนั้น หากคุณไม่อยากถือเงินสด ทั้ง 2 แพลตฟอร์มนี้ก็สามารถเปลี่ยนยอดขายเป็นเงินบน Merpay และ PayPay ตามลำดับได้เหมือนกัน
สุดท้ายนี้ หากคุณกำลังมองหาความสะดวกสบาย หรือความเป็นส่วนตัวในการจัดส่ง ทั้ง Mercari และ Yahoo ! Auctions มีบริการที่จะช่วยให้คุณสามารถส่งสินค้าผ่าน Kuroneko Yamato และ Japan Post ได้ โดยในขั้นตอนเลือกวิธีการจัดส่ง ขอให้คุณมองหา Raku Raku Mercari Bin ( らくらくメルカリ便 ) หรือ Yu Yu Mercari Bin ( ゆうゆうメルカリ便 ) บน Mercari และ Yu-Pack / Yupacket ( Otegaru Ban ) ( ゆうパック・ゆうパケット(おてがる版) ) บน Yahoo ! Auctions ข้อดีของบริการนี้ คือ สามารถจัดส่งได้ในหลายพื้นที่ รวมถึงสามารถส่งสินค้าโดยใช้ QR Code ได้ โดยจะไม่มีการเปิดเผยที่อยู่ของทั้งผู้รับและผู้ส่ง อย่างไรก็ตาม ขอให้รู้ไว้ด้วยว่าบริการนี้จะมีข้อจำกัดในเรื่องขนาดและน้ำหนักของพัสดุด้วย

SEE ALSO  21 โฟมล้างหน้าญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในปี 2021

Read more: เที่ยวเกาหลี ปักหมุด 12 ที่เที่ยวโซล สุดฮิต ช้อปสนุก ถ่ายรูปสวย เป๊ะปังทุกมุม 📸

คำแนะนำทั่วไป

Plastic card and small cardboard boxes with shopping cart motif on laptop
สำหรับคนที่ซื้อและขายของออนไลน์บ่อยๆ การใช้จ่ายแบบไร้เงินสด ( Cashless ) จะช่วยให้คุณประหยัดค่าโอนเงินไปยังธนาคารได้มาก และยังอาจได้รับเงินเพิ่มนิดหน่อยจากคูปองและแคมเปญต่างๆ บนแอพฯ อีกด้วย นอกจากนี้ อย่าลืมว่าถึงแม้ทั้ง Mercari และ Amazon จะให้บริการในต่างประเทศอีกหลายๆ ที่ แต่คุณก็ไม่สามารถโอนคะแนนสะสมหรือลิสต์สินค้าที่วางขายข้ามประเทศได้ ดังนั้น จึงต้องไม่ลืมที่จะสร้างบัญชีสำหรับแพลตฟอร์มนั้นๆ ในญี่ปุ่นด้วย
สิ่งสำคัญที่สุด คือ อย่าลืมทำตามขั้นตอนการยืนยันเมื่อจัดส่งหรือรับสินค้าเรียบร้อยแล้ว เพราะหากคุณไม่ได้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้ก็จะถือว่าไม่จบการทำธุรกรรม จากนั้นก็จำเป็นจะต้องให้รีวิว รวมถึงให้คะแนนการซื้อขายด้วย เนื่องจากข้อมูลในส่วนนี้จะมีผลต่อโปรไฟล์โดยรวมของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย หากไม่มีคอมเมนต์อะไรเป็นพิเศษก็สามารถขอบคุณฝ่ายตรงข้ามด้วยคำว่า この度はありがとうございました ( Kono tabi washington arigatō gozaimashita ) .

ร้านรีไซเคิลในญี่ปุ่น

Book Off storefrontNed Snowman / Shutterstock.com
หากคุณชอบทำธุรกรรมแบบออฟไลน์มากกว่า ร้านรีไซเคิล ก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณ ! ร้านรีไซเคิลที่โด่งดังของญี่ปุ่น คือ Hard Off ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ และยังมีอีกหลายหมวดหมู่ให้เลือก เช่น Book Off ( หนังสือ, CD, DVD ), Mode Off ( เสื้อผ้า, เครื่องประดับ ), Off House ( เฟอร์นิเจอร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า ) และ Hobby Off ( ของเล่น, ฟิกเกอร์, ของสะสม ) ดังนั้น หากคุณเห็นร้านที่มีคำว่า Off อยู่ในชื่อ ก็เป็นไปได้สูงว่าร้านนั้นจะเป็นร้านรีไซเคิล !
ถึงแม้ว่าร้านมือสองอื่นๆ จะไม่ได้ใหญ่เหมือน Hard Off แต่ก็ยังมีร้านมือสองอีกมากมายหลายสาขา ซึ่งอาจมีทั้งร้านที่ขายสิ่งของจากหลายหมวดหมู่ และร้านที่ขายแค่บางหมวดหมู่เท่านั้น ตัวอย่างเช่น 2nd STREET ร้านแฟรนไชส์ชื่อดังที่สาขาส่วนใหญ่จะขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับ หากคุณไม่แน่ใจว่าบริเวณที่อาศัยอยู่มีร้านอะไรบ้าง ก็สามารถค้นหาคำว่า リサイクルショップ ( Risaikuru Shoppu ) บนอินเทอร์เน็ตดูได้
2nd Street storefrontVTT Studio / Shutterstock.com
หาร้านได้แล้วยังไงต่อ ? การซื้อของที่ร้านรีไซเคิลก็เหมือนกับการซื้อของจากร้านทั่วๆ ไป สำหรับใครที่ต้องการขายของควรติดต่อสอบถามพนักงานที่เคาน์เตอร์ 買取 ( Kaitori ) ส่วนมากจะต้องมีการลงทะเบียน ดังนั้น อย่าลืมพกเอกสารยืนยันตัวตน เช่น พาสปอร์ต ใบขับขี่ บัตรผู้พำนัก ไปด้วย

จากนั้นพนักงานก็จะทำการตรวจสอบและประเมินสินค้าซึ่งอาจใช้เวลาพอสมควร ( ขึ้นอยู่กับคิวในแต่ละวัน ) เสร็จแล้วก็จึงค่อยตีราคาซึ่งอาจทำให้คุณรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เพราะในญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องปกติที่ร้านรีไซเคิลจะให้ราคาของต่ำมากๆ หรือบางทีก็อาจไม่ให้เลย โดยเฉพาะสิ่งที่จัดเป็นของทั่วไปอย่างหนังสือและเสื้อผ้า ดังนั้นจึงไม่ควรคิดว่าร้านรีไซเคิลจะเป็นแหล่งหาเงิน แต่เป็นเพียงช่องทางในการกำจัดของใช้อย่างรวดเร็วเท่านั้น
อีกหนึ่งบริการของร้านรีไซเคิลบางแห่ง คือ 出張買取 ( Shucchō Kaitori ) และ 宅配買取 ( Takuhai Kaitori ) ซึ่งสำหรับแบบแรกนั้นจะมีพนักงานมาที่บ้านของคุณเพื่อตีราคาของ ในขณะที่แบบหลังจะให้คุณส่งพัสดุไปยังสถานที่ของร้าน โดยบริการทั้ง 2 รูปแบบนี้จะต้องมีการลงทะเบียนออนไลน์ และนัดหมายวันเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ถึงอย่างไรก็น่าจะสะดวกกว่าสำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปร้านรีไซเคิลด้วยตัวเอง

SEE ALSO  กษัตริย์อาเธอร์ - วิกิพีเดีย

ตลาดนัดในญี่ปุ่น

Flea market stallAttila JANDI / Shutterstock.com
หากคุณมีเวลาว่าง ทำไมไม่ลองไปตลาดนัดแบบดั้งเดิมดูล่ะ ? เนื่องจากตลาดนัดอาจไม่ได้จัดอยู่เป็นประจำ แต่มีแค่บางฤดูกาล หรือไม่ก็จัดร่วมกับงานอีเวนต์ต่างๆ เท่านั้น เราขอแนะนำให้ลองค้นหาคำว่า フリーマーケット ( Furī Māketto ) หรือดูในปฏิทินของ フリマガイド สำหรับตลาดนัดในบริเวณใกล้เคียงของคุณ และเช่นเดียวกับร้านรีไซเคิล ราคาสิ่งของที่คุณนำไปขายอาจจะถูกลดทอนลงบ้าง เนื่องจากการตั้งแผงในตลาดนัดก็ต้องใช้เวลาและเงินถึงจะได้กำไรเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผู้ซื้อควรรู้ไว้ คือ คุณอาจจะไม่สามารถต่อราคาได้ เนื่องจากวัฒนธรรมนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในญี่ปุ่น

ชุมชนออนไลน์ในญี่ปุ่น

Two people holding cardboard box full of clothes
หากต้องการทำธุรกรรมเป็นภาษาอังกฤษมากกว่า กลุ่มใน Facebook อย่าง Sayonara Sales ก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณ กลุ่มเหล่านี้มักจะแบ่งไปตามเขตต่างๆ และมักจะเต็มไปด้วยโพสต์จากคนที่ย้ายมาทำงานในญี่ปุ่นและกำลังจะย้ายบ้านหรือกลับประเทศของตัวเอง ( ดังนั้นจึงใช้ชื่อว่า Sayonara Sales นั่นเอง ) แต่ที่จริงแล้วชื่อของแต่ละกลุ่มก็อาจจะไม่ได้เหมือนกันหมด หากคุณเจอกลุ่มที่สนใจในบริเวณที่อยู่แล้ว ก็เพียงแค่ล็อกอินหรือสมัครสมาชิก Facebook เพื่อเข้าร่วมกลุ่ม และเมื่อคุณเป็นสมาชิกแล้ว ก็จะสามารถซื้อ – ขายของได้ด้วยการสร้างโพสต์ คอมเมนต์ และส่งข้อความส่วนตัวหาคนอื่นได้
นอกจากนี้ ยังมีเว็บไซต์ที่เป็นบอร์ดสำหรับประกาศต่างๆ อย่าง GaijinPot Japan Classifieds และ Craigslist ซึ่งดึงดูดผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี สามารถใช้งานง่าย และหากคุณต้องการความหลากหลายมากขึ้น ก็ขอแนะนำให้ลองเข้าไปที่ Jimoty เพื่อดูประกาศซื้อ – ขายเป็นภาษาญี่ปุ่น

ในกรณีของ GaijinPot และ Jimothy จะต้องมีการสมัครสมาชิกทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ Craigslist สามารถใช้งานได้ด้วยอีเมลเท่านั้น
Electrical appliances
การซื้อ – ขายผ่านช่องทางข้างต้นเป็นเพียงวิธีหนึ่งในการกำจัดของที่ไม่ต้องการแล้ว หรือซื้อของราคาพิเศษในพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่ เนื่องจากหลายคนต้องการให้มารับของด้วยตนเองและจ่ายเงินสดเท่านั้น ช่องทางนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมสำหรับของที่มีขนาดใหญ่อย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ แต่ผู้ขายบางคนก็อาจยินดีที่จะส่งของไปยังบริเวณอื่นเช่นกัน ดังนั้นหากผู้ขายไม่ได้กำหนดวิธีการรับของไว้ก็สามารถลองถามดูได้
เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่ง คือ รอให้ถึงช่วงย้ายบ้านของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงก่อนเปิดภาคเรียนและขึ้นปีงบประมาณใหม่ในเดือนเมษายน เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มักจะหาทางทิ้งของไม่จำเป็นกันให้ได้เร็วที่สุด คุณจึงมีโอกาสที่จะได้ของดีราคาถูกมากขึ้นด้วย
ต่อไป เราจะมาแนะนำวิธีการบริจาคของในญี่ปุ่นกัน แต่รู้ไว้เลยว่ากลุ่มเหล่านี้ก็มีของหลายๆ อย่างที่แจกฟรีเช่นกัน และบางกลุ่มก็สร้างขึ้นสำหรับการแลกเปลี่ยนและบริจาคสิ่งของโดยเฉพาะด้วย คุณสามารถลองค้นหาคำว่า “ mottainai ” หรือเสียดายในภาษาญี่ปุ่นดู มีทั้งกลุ่มอย่าง original Mottainai Japan group ที่เปิดรับคนจากทั่วประเทศแล้ว และกลุ่มยิบย่อยอีกมากมายที่ตั้งขึ้นเพื่อเขตของตนโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของสังคมออนไลน์เหล่านี้ คือ ไม่มีระบบการจ่ายเงิน และไม่มีซัพพอร์ตในกรณีที่สินค้ามีปัญหา หากสินค้าไม่มาส่ง หรือผู้ซื้อไม่ยอมมาก็สามารถแจ้งไปยังผู้ดูแลกลุ่มหรือเว็บไซต์ได้ แต่คุณอาจจะต้องยอมเสียธุรกรรมนั้นๆ ไป เนื่องจากผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นคนทั่วไปที่ต้องการซื้อ – ขาย จึงควรระวังเวลาเจอของที่ดูดีเกินจริง เหมือนเวลาที่ซื้อของมือสองทั่วไปด้วย

สถานที่บริจาคของมือสอง

Clothes and toys in and in front of cardboard box for donation
หากคุณไม่มีเวลาหาผู้ซื้อ เราขอแนะนำให้เอาไปบริจาคดู ! ในจุดนี้ คุณอาจต้องดูเรื่องประเภทของที่ต้องการบริจาคด้วย แต่ในบางครั้ง นี่ก็เป็นวิธีที่รวดเร็วและง่ายดายกว่าการรอคนมาซื้อ แถมยังรู้สึกอิ่มใจที่ได้ทำความดีด้วย

โครงการรีไซเคิลในญี่ปุ่น

Uniqlo clothes recycling box in storeNed Snowman / Shutterstock.com
หากคุณมีเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว แบรนด์ดังอย่าง Uniqlo, H & M, Zara ก็มีบริการรับเสื้อผ้าเหล่านี้เพื่อนำไปรียูสและรีไซเคิลด้วย วิธีก็ง่ายๆ เพียงนำไปให้ที่เคาน์เตอร์หรือใส่ไว้ในกล่องรีไซเคิลที่ตั้งอยู่ภายในร้าน แต่อย่าลืมดูข้อกำหนดต่างๆ ที่บริษัทตั้งไว้ก่อนด้วยล่ะ ! อย่างทาง Uniqlo จะรับเพียงสินค้าจากแบรนด์ Uniqlo เท่านั้น ในขณะที่ H & M จะเปิดรับเสื้อผ้าทุกสภาพจากทุกแบรนด์ แล้วยังจะมอบคูปอง 500 เยนให้สำหรับเสื้อผ้า 1 ถุงด้วย
อีกวิธีที่ควรค่าแก่การลอง คือ โครงการรับบริจาคของทางท้องถิ่น หรือ 寄付 ( Kifu ) เช่น Mottainai Flea Market ในโตเกียวจะรับบริจาคของมือสองเพื่อนำไปขาย และนำเงินที่ได้ไปมอบให้กับ The Green Belt Movement ซึ่งเป็นโครงการในประเทศเคนยา โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและช่วยเหลือชุมชน นอกจากนี้ ยังมีห้องสมุดหรือศูนย์ชุมชนใกล้บ้านคุณที่รับบริจาคหนังสือ ของเล่น และสิ่งของอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ลดขยะและของไม่จำเป็นด้วยของมือสอง!

การใช้ตลาดซื้อ – ขายของมือสองในญี่ปุ่นให้เกิดประโยชน์นั้นมีข้อดีอยู่มากมาย ไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อต้องการกำจัดของที่ไม่ต้องการแล้วเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ดีในการเคลียร์พื้นที่ภายในบ้าน และหาซื้อของต่างๆ ในราคาที่จับต้องได้อีกด้วย ข้อดีเยอะขนาดนี้ ไม่ลองไม่ได้แล้วล่ะ !
หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทาง เฟซบุ๊ก ได้เลย !
เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

beginning : https://usakairali.com
Category : Make up

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

https://www.antiquavox.it/live22-indonesia/ https://ogino.co.uk/wp-includes/slot-gacor/ https://overmarket.pl/wp-includes/slot-online/ https://www.amarfoundation.org/slot-gacor/