The words you are searching are inside this book. To get more target content, please make full-text search by clicking here Discover the best professional documents and contentedness resources in AnyFlip Document Base.

1 ภูมิศาสตร์ประเทศไทย จิตคุปต์ ละอองปลิว ุ ึ สาขาวิชาสังคมศกษา คณะมนษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 2 บทที่ 1 บทนำ ภูมิศาสตร์ ( geography ) ประกอบด้วยคำในภาษากรีก 2 คำ มารวมกัน คือ geo หมายถึง โลก และ graphein หมายถึง การเขียน ดังนั้นภูมิศาสตร์จึงหมายถึงวิชาที่ศึกษาความสัมพันธ์ของ องค์ความรู้หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 1 ) ซึ่งหลักการสำคัญของภูมิศาสตร์ คือ การทำความเข้าใจและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับโลก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นยุคของการพัฒนาทางพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของโลก มีความแตกต่างกันมากในเรื่องเศรษฐกิจรายได้ ตลอดจนสุขภาพอนามัย จึงเกิดแนวคิดในการขจัด ความแตกต่างของพื้นที่ให้หมดไป การพัฒนาภูมิภาคจึงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ( ไพบูลย์ บุญไชย, 2550 : 2 ) ภูมิศาสตร์ภูมิภาคจึงเป็นรายวิชาที่เก่าแก่ สะสมความรู้ด้านพื้นที่ และได้รับความนิยมใหม่ เรียกว่า พื้นที่ศึกษา หรืออาณาบริเวณศึกษา หรือภูมิภาคศึกษา ( Regional Study ) 1.1 ความหมายของภูมิศาสตร์ภูมิภาค ภูมิศาสตร์ภูมิภาคเป็นแขนงหนึ่งของวิชาภูมิศาสตร์ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ.1650 เมื่อ Bemhard Varen นักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน เขียนหนังสือชื่อ General Geography ทั้งนี้คำว่า ภูมิภาค ในภาษาอังกฤษ คือ Region หรือ Landscape มาจากคำในภาษาเยอรมันว่า Landschaft หมายถึง ศิลปะในการบรรยายศึกษาพื้นที่ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ General Geography และ Specific Geography โดย General Geography เป็นการศึกษาถึงวิชาต่าง ๆ ที่เป็นวิชาสาขาของ ภูมิศาสตร์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ส่วน Specific Geography เป็นการศึกษาพื้นที่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยศึกษาในทุกด้านที่เกี่ยวกับพื้นที่นั้น หรือนำเอาองค์ความรู้จากวิชาต่าง ๆ ของกลุ่ม General Geography มาใช้ศึกษา ( Bergman and Renwich, 1999 ) เนื่องจากการแบ่งพื้นที่ออกเป็นหน่วยย่อยๆ มีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่พื้นที่ขนาดเล็กที่ กำหนดขึ้นมาเพื่ออธิบายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ลุ่มน้ำ จนถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ประเทศหรือทวีปที่ รวมเอาทุกสิ่งอย่างทั้งปัจจัยทางด้านกายภาพและทางด้านวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ดังนั้นภูมิภาคจึงเป็น เครื่องมือสำหรับวิธีคิดแบบภูมิศาสตร์ ( Regions as Tools for Geographic Thinking ) ที่ใช้ในการ เลือกและศึกษาพื้นที่ขนาดต่าง ๆ กัน ( ไพบูลย์ บุญไชย, 2550 : 2 ) การกำหนดภูมิภาคกระทำได้หลายวิธี การทำความเข้าใจกับคำนิยามของภูมิภาคจึงเป็น สิ่งสำคัญมาก ซึ่งสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้ 3 นักภูมิศาสตร์ในช่วงเริ่มแรกสนใจไปทางด้านปริมาณวิเคราะห์ จึงให้คำนิยามของภูมิภาค ว่า หมายถึง พื้นที่ซึ่งมีความกลมกลืนกันภายในมากที่สุดและแตกต่างจากพื้นที่รอบนอกมากที่สุด ( Haggett, 2001 ) ช่วงเวลาต่อมาเชื่อว่า ภูมิภาค คือ ส่วนหนึ่งส่วนใดของผิวโลก อันมีคุณสมบัติภายในพื้นที่ เด่นชัด ซึ่งอาจประกอบด้วยโครงสร้างทางกายภาพและการพัฒนาของมนุษย์ และทำให้บริเวณนั้นมี ความกลมกลืนเป็นเอกภาพและแตกต่างจากบริเวณรอบนอก เกณฑ์ที่นำมาใช้ในการกำหนดภูมิภาคมี เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการกำหนดภูมิภาคขึ้นมา แนวความคิดเกี่ยวกับภูมิภาค ซึ่งพยายามแบ่งแยกพื้นผิวโลกออกเป็นส่วนย่อย ๆ มีมานานแล้วในสาขาวิชาภูมิศาสตร์ และจัดเป็น ศูนย์กลางของสาขาวิชานี้ทีเดียว ( Goodall, 1988 อ้างใน ไพบูลย์ บุญไชย, 2550 : 3 ) จอห์นสตัน ( Johnston, 1990 ไพบูลย์ บุญไชย, 2550 : 3 ) ได้ให้คำจำกัดความของภูมิภาค ไว้ 2 ระดับ คือ ระดับกว้าง หมายถึง องค์ภาวะทางพื้นที่ซึ่งมนุษย์เป็นผู้สร้างปรุงแต่งและเปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ และระดับแคบ หมายถึง สถานที่ซึ่งมนุษย์ได้ทอดทิ้งวัฒนธรรมไว้เป็นหลักฐานและสร้างเสริม ให้มีความต่อเนื่องกันอยู่เสมอ ฮาร์ทชอน ( Hartshone, 1993 อ้างใน ไพบูลย์ บุญไชย, 2550 : 3 ) กล่าวว่า ภูมิภาค หมายถึง บริเวณที่มีความแตกต่างกันตามเกณฑ์ต่าง ๆ อันประกอบด้วย ปัจจัยทางด้านกายภาพและ ทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งนักภูมิศาสตร์ได้แบ่งพื้นที่หรือรวมพื้นที่เข้าด้วยกันเพื่อวัตถุประสงค์ต่างกัน วีเลอร์และโคสต์เบท ( Wheeler and Kostbate, 1995 อ้างใน ไพบูลย์ บุญไชย, 2550 : 3 ) ได้ให้ความหมายกว้างๆ ของภูมิภาคว่าหมายถึง พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งซึ่งมีความเป็นเอกภาพภายในหรือมี ความกลมกลืนกันและแตกต่างจากพื้นที่ข้างเคียง ดังนั้นภูมิภาคหนึ่งๆ อาจหมายถึงพื้นที่ทั้งประเทศ หรือหลายๆ ประเทศ หรือบางส่วนของประเทศใดประเทศหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการ สร้างภูมิภาคขึ้นมา บางภูมิภาคอาจกำหนดจากองค์ประกอบทางด้านกายภาพ บางภูมิภาคอาจ กำหนดจากองค์ประกอบทางด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง กล่าวโดยสรุป ภูมิภาค คือ หน่วยพื้นที่ที่ใช้ศึกษาทางภูมิศาสตร์ เป็นพนที่ซึ่งแสดงความเป็น ื้ เอกภาพตามเกณฑ์บางอย่างที่ใช้กำหนดขนาดพื้นที่ขึ้นมาอธิบาย วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทาง กายภาพและมนุษย์ กลุ่มคนที่อยู่ในภูมิภาคย่อย ๆ หรือระดับท้องถิ่นเดียวกันจะแสดงออกร่วมกันของ กลุ่มในเรื่องต่าง ๆ เรียกว่า ภาคนิยม ( Regionalism ) ( ภาพที่ 1.1 ) 4 ภาพที่ 1.1 แผนผังวิชาภูมิศาสตร์ภูมิภาค ที่มา : Assignmenthelp ( 2018 ) 1.2 หลักการในการแบ่งภูมิภาค นักภูมิศาสตร์ต่างเข้าใจกันว่า ภูมิภาคเกิดขึ้นเมื่อนักภูมิศาสตร์เริ่มบรรยายและอธิบายพื้นที่ ส่วนหนึ่งส่วนใดของผิวโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ในแดนไกล การรวบรวมและนำเสนอข้อเท็จจริงใน ลักษณะของการสังเคราะห์และตีความหมาย ตลอดจนการถ่ายทอดคุณลักษณะของภูมิภาคต้องอาศัย องค์ประกอบที่เด่นชัดอันรวมกันเป็นภูมิภาค ภูมิศาสตร์ภูมิภาคในอดีตจึงเขียนโดยนักเดินทาง นักสำรวจ และนักท่องเที่ยว จนกระทั่งศตวรรษที่ 19 ภูมิศาสตร์กลายเป็นสาขาวิชาหนึ่งที่มีการเรียน การสอนกันในสถาบันการศึกษาระดับสูง ภูมิภาคจึงเป็นการผสมผสานความรู้ของวิชาจากการศึกษา พื้นที่ขนาดใหญ่ หรือการศึกษาภูมิภาคธรรมชาติ และการศึกษาภูมิทัศน์วัฒนธรรม ในทางภูมิศาสตร์การกำหนดขอบเขตของภูมิภาคจำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์หลายด้าน ประกอบกันเพื่อหาขอบเขตของพื้นที่ให้ได้สมบูรณ์ที่สุด โดยอ้างอิงจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่หาได้ ทั้งนี้คำว่าขอบเขตบางครั้งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมเสมอไป เหมือนกับขอบเขต ของบ้านที่ใช้รั้วบ้านเป็นสิ่งแสดงขอบเขต ในอดีตนักภูมิศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Paul Vidal de La Blache กล่าวถึงการกำหนดขอบเขตของภูมิภาคของประเทศฝรั่งเศสในช่วงรอยต่อของศตวรรษที่ 19 และศตวรรษที่ 20 โดยใช้คำว่าภูมิภาคที่กำหนดตามลักษณะเฉพาะของพื้นที่เชิงวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่ สะท้อนให้เห็นเป็นภูมิทัศน์ของพื้นที่ ( Johnston et al., 2001 ) ในขณะที่ Haggett ( 2001 ) กล่าวถึง หลักการในการแบ่งภูมิภาคเอาไว้หลายประการ ดังนี้ 5 ( 1 ) ภูมิภาคที่กำหนดด้วยเกณฑ์เดี่ยวและภูมิภาคที่กำหนดด้วยหลายเกณฑ์ ( Single and Multiple Regions ) แบ่งได้ 3 ลักษณะ คือ ( 1.1 ) ภูมิภาคเกณฑ์เดี่ยว เป็นการกำหนดภูมิภาคด้วยเกณฑ์ด้านใดด้านหนึ่ง หรือ นำลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งภูมิภาค เช่น ความลาดชัน พืชพรรณ ศาสนา เป็นต้น ( 1.2 ) ภูมิภาคหลายเกณฑ์ ใช้การกำหนดภูมิภาคด้วยเกณฑ์หลายด้านร่วมกัน เช่น การกำหนดพื้นที่อ่อนไหวเปราะบางในเขตเมือง โดยใช้เกณฑ์ร่วมกันทั้งอัตราการว่างงานสูง อัตรา ครัวเรือนที่มีความยากจนสูง อัตราการเกิดอาชญากรรมสูง เป็นต้น ( 1.3 ) ภูมิภาคสมบูรณ์ เป็นการกำหนดด้วยลักษณะโดยรวมทั้งหมดของพื้นที่นั้นตาม หน่วยการปกครอง โดยแสดงว่าพื้นที่นั้นมีความแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ด้วยทั้งด้านเกณฑ์ทาง ภูมิศาสตร์กายภาพและเกณฑ์ทางภูมิศาสตร์มนุษย์ หรือกำหนดจากลักษณะทุกด้าน ทั้งด้าน สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ชีวภาพ และสังคมที่สะท้อนบทบาทหน้าที่ซึ่งสัมพันธ์กับกิจกรรมที่ปรากฏอยู่ บนพื้นที่นั้น ( 2 ) ภูมิภาคที่เหมือนกันและภูมิภาคศูนย์รวม ( Uniform and Nodal Regions ) มี ความหมายดังนี้ ( 2.1 ) ภูมิภาคที่เหมือนกัน คือ พื้นที่ซึ่งมีลักษณะตามเกณฑ์เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง และมีความเหมือนกันตามเกณฑ์นั้นโดยตลอด เช่น ภูมิภาคที่ลาดชัน ภูมิภาคแห้งแล้ง ( 2.2 ) ภูมิภาคศูนย์รวม เป็นภูมิภาคที่สัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ของ ศูนย์กลางแห่งหนึ่งหรือหลายแห่ง ในลักษณะการติดต่อระหว่างกัน ( Communication ) หรือมี ปฏิสัมพันธ์กันทางพื้นที่ เช่น เป็นภูมิภาคในเขตบริการของตลาดเดียวกัน ภูมิภาคที่อยู่ในเขตบริการ ของธนาคาร ภูมิภาคเขตส่งหนังสือพิมพ์ เป็นต้น จากข้างต้นจะเห็นว่าการแบ่งขอบเขตของภูมิภาคมักสร้างหลักเกณฑ์หลายประเด็นมาใช้ ร่วมกัน ดังนี้ ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 6-7 ) ( 1 ) เกณฑ์ทางกายภาพ เป็นเกณฑ์ที่อาศัยลักษณะทางกายภาพมาแบ่งขอบเขต เช่น ลักษณะภูมิประเทศ เขตภูมิอากาศ ชนิดพืชพรรณธรรมชาติ เป็นต้น ( 2 ) เกณฑ์ทางวัฒนธรรม เป็นเกณฑ์ที่ใช้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม ความเชื่อต่าง ๆ ของคนในแต่ละพื้นที่ เช่น เกณฑ์ทางเศรษฐกิจ เกณฑ์ทางศาสนา เกณฑ์ทางเชื้อชาติ เป็นต้น ( 3 ) เกณฑ์ทางการเมืองการปกครอง เป็นเกณฑ์ตามการแบ่งเขตการปกครองที่เป็นที่ ยอมรับร่วมกัน เช่น ประเทศไทย ประเทศอินเดีย ประเทศจีน เป็นต้น 6 1.3 ประโยชน์ของภูมิศาสตร์ภูมิภาค ประโยชน์ของภูมิภาคส่วนมากจะสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ในการสร้างภูมิภาค เมื่อแบ่งกลุ่ม แบบกว้างๆ สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ด้านวิชาการ และด้านประยุกต์นำความรู้ทางภูมิภาคไปใช้ ( 1 ) ประโยชน์ทางด้านวิชาการ ( 1.1 ) การกำหนดภูมิภาคตกอยู่ในลักษณะแนวทางไปสู่จุดหมาย ( Means to End ) เพราะวิธีการทางภูมิภาคเป็นจินตนาการทางสมอง คือ การแบ่งประเภทพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจใน บางเรื่องบางปัญหาจึงก่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เช่น ภูมิภาคแบบเมดิเตอร์เรเนียนมี ลักษณะอย่างไร แตกต่างจากพื้นที่รอบ ๆ อย่างไร เป็นต้น วิธีการภูมิภาคจึงเป็นแนวทางนำไปสู่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ( 1.2 ) เป็นการบรรยายพื้นที่อย่างมีหลักเกณฑ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับการเลือกสรรเกณฑ์ หรือตัวแปร หรือพิจารณาสหสัมพันธ์ร่วมของตัวแปรในพื้นที่ เช่น ลักษณะดินย่อมสัมพันธ์กับพื้นที่ เพาะปลูกและปรับตัวตามระดับเทคโนโลยี เป็นต้น หรือความสัมพันธ์ทางพื้นที่ย่อมเกิดจาก องค์ประกอบทางด้านกายภาพและทางด้านวัฒนธรรม นักภูมิศาสตร์ภูมิภาคจึงเข้าใจพื้นที่อย่างมี ความหมาย มิได้มองพื้นที่อย่างผิวเผิน ( 1.3 ) ความรู้ทางด้านภูมิภาคทำให้ผู้ศึกษามองพื้นที่อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เฉพาะแห่ง หรือมีคุณลักษณะเฉพาะภูมิภาค ครั้งหนึ่งเคยเปรียบเทียบว่าภูมิภาคหนึ่งๆ ก็มีเอกลักษณ์ คล้ายกับคนคนหนึ่ง การมองเห็นและความเข้าใจในความแตกต่างทางพื้นที่เช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นในสายตา ของผู้ที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาทางนี้โดยเฉพาะเท่านั้น แต่นักภูมิศาสตร์ภูมิภาคต้องรับว่าคุณลักษณะ เฉพาะตัวเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา ( 1.4 ) เมื่อนักภูมิศาสตร์ภูมิภาคสามารถทำความเข้าใจกับภูมิภาคทั่วโลกก็สามารถ สังเคราะห์ความเหมือนหรือความแตกต่างของโลกได้ละเอียดและถูกต้องมากกว่าบุคคลทั่วไป ( Layman ) ผิวโลกในสายตาและข้อคิดเห็นของนักภูมิศาสตร์ คือ แผ่นโมเสก ( Mosaic ) หรือกระเบื้อง สีที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นแผ่นๆ แต่ก็รวมกันเป็นผิวโลก ความรู้ความเข้าใจในลักษณะนี้จะนำไปสู่การ ยอมรับในเรื่องความแตกต่างของมวลมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง วัฒนธรรม ศาสนา ความเป็นอยู่หรือความรวย ความจน ความรู้ความเข้าใจทางภูมิศาสตร์จะช่วยจรรโลงมนุษยชาติให้ เห็นอกเห็นใจ ร่วมมือร่วมใจ ช่วยกันค้ำแผ่นโมเสกเหล่านี้ให้คงอยู่รอดต่อไปในลักษณะของความเป็น องค์รวม การศึกษาภูมิภาคจึงจำเป็นสำหรับโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้ง ทั้งนี้เพราะ ื้ มนุษย์ขาดการตระหนักในเรื่องความแตกต่างทางพนที่นั่นเอง 7 ( 2 ) ประโยชน์ทางด้านประยุกต์นำความรู้ทางภูมิภาคไปใช้ ( 2.1 ) ในระยะแรกภูมิศาสตร์ภูมิภาค คือ การสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ เนื่องจากการเดินทางท่องเที่ยวยังทำได้ในขอบเขตจำกัด นักภูมิศาสตร์จึงต้องทำหน้าที่บรรยายอธิบาย แดนไกลให้สมาชิกของสังคมทราบ นี่คือที่มาของสมาคมภูมิศาสตร์ระดับเมืองต่าง ๆ ในโลกตะวันตก ซึ่งข่าวสารจากแดนไกลก่อให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้น ทั้งเพลิดเพลิน และได้ความรู้ ( 2.2 ) ในสมัยแรกข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านกายภาพ หรือทางด้านวัฒนธรรมเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ทำหน้าที่ตัดสินใจในเรื่องการเมืองการปกครอง ดังที่ปฏิบัติกันมาในประเทศเยอรมนี ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคของการพัฒนาพื้นที่ ( Spatial Development ) ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภูมิภาคและเกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดภูมิภาค กลายเป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นในการแก้ปัญหาทางพื้นที่ วิธีการกำหนดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ประเทศที่กำลังพัฒนา ภูมิศาสตร์ภูมิภาคจึงมีส่วนในการนำเสนอแนวคิดในการพัฒนาตัวแปรต่าง ๆ ที่ ควรพิจารณา ตลอดจนหลักเกณฑ์ที่จะพัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ภูมิภาคจึงเป็นที่ยอมรับ ในหมู่นักวางแผนพัฒนาพื้นที่สมัยใหม่ ดังนั้นชนิดของภูมิภาคแบบต่าง ๆ จึงมิได้มีคุณค่าแต่เพียง ในทางวิชาการเท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ช่วยแก้ปัญหาทางพื้นที่ให้แก่สังคมได้ ( 2.3 ) ภูมิภาคเป็นเครื่องมือทางด้านการสอน ช่วยจัดระบบข้อมูลให้นำเสนออย่างมี ประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือในการสื่อสารข้อมูล ทำให้ผู้เรียนเกิดความตื่นเต้นและสนใจ ภูมิภาคจึง ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ และมีความรู้เกี่ยวกับระบบโลก ทั้งด้านการกระจายและความสัมพันธ์ร่วมของ ปัจจัยทางด้านกายภาพ ชีวภาพ การเมือง สังคม และเศรษฐกิจเป็นสำคัญ บทสรุป ภูมิศาสตร์ภูมิภาคเป็นแขนงหนึ่งของวิชาภูมิศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่างภูมิศาสตร์กายภาพ และภูมิศาสตร์มนุษย์เข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นในการศึกษาข้อมูลเชิงพื้นที่กับปฏิสัมพันธ์ของวัฒนธรรม และธรรมชาติ มีชื่อเรียกหลายแบบ อาทิ ภูมิภาคศึกษา อาณาบริเวณศึกษา เป็นต้น ในบทนี้เป็นการ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมของวิชาภูมิศาสตร์ภูมิภาค ทั้งด้านการให้ความหมาย หลักการในการ แบ่งภูมิภาค และประโยชน์ของภูมิศาสตร์ภูมิภาค สำหรับวิชาภูมิศาสตร์ประเทศไทยเชิงวิเคราะห์ จัดว่าเป็นวิชาหนึ่งในกลุ่มของภูมิศาสตร์ภูมิภาค มีหลักแนวคิดและการจัดแบ่งภูมิภาคหลากหลาย รูปแบบตามเกณฑ์และวัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้น ทั้งเกณฑ์ทางภูมิประเทศ เกณฑ์ทางภูมิอากาศ เกณฑ์ ทางวัฒนธรรม ประเพณี เศรษฐกิจ การเมือง และเกณฑ์ทางการท่องเที่ยว ซึ่งเหล่านี้สามารถอธิบาย ได้ในบทต่อไป 8 คำถามท้ายบท 1. ภูมิศาสตร์ภูมิภาคหมายถึงอะไร 2. หลักการในการแบ่งภูมิภาคมีอะไรบ้าง 3. ภูมิศาสตร์ภูมิภาคมีประโยชน์อย่างไร เอกสารอ้างอิง ไพบูลย์ บุญไชย. ( 2550 ). ภูมิศาสตร์ภูมิภาค. ( 2-7 ). กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. ศุทธินี ดนตรี. ( 2554 ). ภูมิศาสตร์ประเทศไทย. ( 1-2 ). ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ( เอกสารอัดสำเนา ). Assignmenthelp. ( 2018 ). initiation to Regional Geography. Retrieved July 2, 2018, from Web locate : hypertext transfer protocol : //www.assignmenthelp.net/assignment_help/regional-geography. Bergman, E. and Renwich, W. ( 1999 ). introduction to Geography : People, Places and Environment. Upper Saddle River : Prentice Hall. Haggett, P. ( 2001 ). Geography, a ball-shaped deduction. harlow : Prentice Hall. Johnston, R.J. ; Gregory, D. ; Pratt, G. and Watt, M. ( 2001 ). The Dictionary of Human Geography. oxford : Blackwell Publishers. 9 บทที่ 2 ที่ตั้ง ขนาด รูปร่าง เขตแดน และการแบ่งภูมิภาคในประเทศไทย ประเทศไทยนับว่าเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือภาคพื้น เอเชียอาคเนย์ เพราะตั้งอยู่กึ่งกลางของดินแดน ซึ่งเดิมดินแดนแถบนี้รู้จักในนามคาบสมุทรอินโดจีน ( Indo-China Peninsula ) แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกที่ชาติตะวันตกใน สมัยจักรวรรดินิยมมุ่งเข้ามาแสวงหาและตักตวงผลประโยชน์ ทั้งเครื่องเทศ ข้าว ดีบุก และไม้สัก ส่งผล ให้ดินแดนแถบนี้กลายเป็นตลาดการค้าใหญ่ และดินแดนที่รวมของระบอบการปกครองหลายรูปแบบ ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 26 ) เดิมประเทศไทยเคยชื่อว่าประเทศสยาม ( Siam ) ตามหลักฐานที่ปรากฏของเซอร์ เจมส์ แลงคัสเตอร์ ( Sir James Lancaster ) ชาวอังกฤษที่เรียกประเทศไทยว่าสยามเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ.2133 เมื่อครั้งแล่นเรือมายังภูมิภาคตะวันออกไกล ( Far East ) สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อมา มองสิเออ เดลาลูแบร์ ( Monsier de La Loubere ) ทูตชาวฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราชได้แต่งหนังสือเรื่อง พรรณนาราชอาณาจักรสยาม จัดพิมพ์ที่กรุงปารีส พ.ศ.2234 ซึ่งก็เรียก ประเทศไทยว่าสยามอีก จนถึงสมัยรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม พ.ศ.2481 จึงมีการเปลี่ยนชื่อ จากประเทศสยามเป็นประเทศไทย ( ชัชนี วายลี่, 2543 : 1 ) ความโดดเด่นของประเทศไทยมีทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียม ประเพณี จนต่างชาติให้สมญานามไว้มากมาย อาทิ สยามเมืองยิ้ม ดินแดนแห่งช้างเผือก ดินแดนแห่ง ผ้ากาสาวพัตร และดินแดนแห่งเสรี เป็นต้น 2.1 ที่ตั้งของประเทศไทย ที่ตั้งของประเทศใดประเทศหนึ่ง อาจแยกพิจารณาได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ที่ตั้งทาง ภูมิศาสตร์ ( Geographic Location ) ซึ่งกำหนดโดยพิกัดภูมิศาสตร์ และที่ตั้งสัมพัทธ์ ( Relative Location ) ซึ่งกำหนดโดยความสัมพันธ์กับที่ตั้งของประเทศอื่น ๆ ทั้งในภูมิภาคเดียวกันและต่าง ภูมิภาค ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 3 ) ( 1 ) ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ประเทศไทยมีที่ตั้งซึ่งกำหนดโดยพิกัดภูมิศาสตร์อยู่ระหว่างละติจูด 5 องศา 36 ลิปดา 50 พิลิปดา เหนือ กับ 20 องศา 27 ลิปดา 50 พิลิปดา เหนือ และระหว่างลองจิจูด 97 องศา 21 ลิปดา 32 พิลิปดา ตะวันออก กับ 105 องศา 38 ลิปดา 9 พิลิปดา ตะวันออก หรือกล่าว กว้างๆ ว่าอยู่ระหว่างเส้นศูนย์สูตร ( Equator ) กับเส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ ( Tropic of Cancer ) ซึ่ง เป็นเขตละติจูดต่ำ ( ชัชนี วายลี่, 2543 : 6 ) 10 โดยจุดเหนือสุดของประเทศไทยอยู่ในเขต ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จุดตะวันออกสุดอยู่ในเขต ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี จุดใต้สุดอยู่ในเขต ตำบลธารน้ำทิพย์ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และจุดตะวันตกสุดอยู่ในเขต ตำบลแม่คง อำเภอ แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ( ภาพที่ 2.1 ) ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ต.ห้วยทราย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ต.ธารน้ำทิพย์ อ.เบตง จ.ยะลา ภาพที่ 2.1 ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ที่มา : สถาบันอาณาบริเวณศึกษา ( 2018 ) 11 ( 2 ) ที่ตั้งสัมพัทธ์ ประเทศไทยตั้งอยู่ในคาบสมุทรอินโดจีน ในบริเวณซีกโลกเหนือ ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ตั้งของประเทศไทยถือได้ว่าอยู่ในใจกลางของ คาบสมุทร โดยมีประเทศอื่น ๆ ตั้งอยู่ที่บริเวณของขอบคาบสมุทร ด้านทิศตะวันออก ได้แก่ ประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนาม ด้านทิศใต้ ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย ด้านทิศตะวันตก ได้แก่ ประเทศเมียนมาร์ นอกจาก 5 ประเทศซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยในคาบสมุทรอินโดจีนแล้ว ยังมีอีก 4 ประเทศที่ตั้งอยู่บนเกาะและหมู่เกาะทางทิศตะวันออกและทิศใต้ของคาบสมุทรอินโดจีนใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน และสิงคโปร์ นอกจากนี้ที่ตั้งของประเทศไทยยังล้อมรอบไปด้วยทะเลทั้งด้านตะวันตก ได้แก่ ทะเลอันดามัน และ ด้านตะวันออก ได้แก่ อ่าวไทยและทะเลจีนใต้ ถ้ามองในขอบเขตที่กว้างขึ้น ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่าง 3 ภูมิภาคใหญ่ของโลก คือ เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และทวีปออสเตรเลีย ทางด้านทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเป็น ที่ตั้งของประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ ส่วนทางด้านทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งของประเทศ อินเดีย บังกลาเทศ และศรีลังกา และทางด้านทิศใต้เป็นที่ตั้งของประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ การมีที่ตั้งเป็นศูนย์กลางระหว่าง 3 ภูมิภาค ทำให้ประเทศไทยมีความสำคัญในด้านการคมนาคมขนส่ง ทั้งทางอากาศและทางเรือ รวมทั้งมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยวของภมิภาค ู เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย 2.2 ขนาดของประเทศไทย จากข้อมูลของกรมแผนที่ทหาร ประเทศไทยมีเนื้อที่ 513,115.020 ตารางกิโลเมตร เมื่อ เปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จัดเป็นประเทศที่มีขนาดปานกลาง แต่ในบรรดาประเทศใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน ประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากประเทศ อินโดนีเซียและเมียนมาร์ ( ภาพที่ 2.2 ) และมีขนาดใหญ่กว่าประเทศลาวประมาณ 2 เท่า ใหญ่กว่า กัมพูชาประมาณ 3 เท่า ใหญ่กว่าบรูไนประมาณ 90 เท่า และใหญ่กว่าสิงคโปร์ประมาณ 900 เท่า ( ตารางที่ 2.1 ) ประเทศไทยจึงจัดเป็นขนาดปานกลางที่มีพื้นที่มากพอในการพัฒนาประเทศ มีโอกาส ในการมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย มีพื้นที่มากเพียงพอในการรองรับจำนวนประชากรใน อนาคต ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 32 ) 12 ภาพที่ 2.2 Southeast Asia Map ที่มา : Soileriragusgonta ( 2018 ) ตารางที่ 2.1 ขนาดเนื้อที่ของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับที่ ประเทศ เนื้อที่ ( ตารางกิโลเมตร ) 1 อินโดนีเซีย 1,904,569 2 เมียนมาร์ 676,578 3 ไทย 513,115.020 4 เวียดนาม 331,210 5 มาเลเซีย 329,847 6 ฟิลิปปินส์ 300,000 7 ลาว 236,800 8 กัมพูชา 181,035 9 บรูไน 5,765 10 สิงคโปร์ 697 ที่มา : ราชบัณฑิตยสถาน ( 2557 : 4 ) 13 2.3 รูปร่างของประเทศไทย รูปร่างของประเทศไทยนิยมเปรียบเทียบอยู่ 3 แบบด้วยกัน คือ รูปกระบวยตักน้ำ รูปขวาน โบราณ และรูปหัวช้างที่มีงวงทอดลงไปในทะเลใต้ ทั้งนี้รูปร่างที่มีการกล่าวถึงมากที่สุด คือ รูปขวาน โบราณ กล่าวกันว่าประเทศไทยมีรูปร่างเหมือนขวานโบราณ โดยมีภาคเหนือและภาคตะวันตกเป็น สันขวาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นคมขวาน และภาคใต้เป็นด้ามขวาน ความยาวสูงสุดของ ประเทศไทยวัดจากเส้นแบ่งเขตแดนไทย-เมียนมาร์ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ไปถึงเส้นแบ่งเขต แดนไทย-มาเลเซีย ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นระยะทางประมาณ 1,640 กิโลเมตร ส่วนความ กว้างสูงสุดวัดจากเส้นแบ่งเขตแดนไทย-ลาวที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ไปจนถึงเส้นแบ่ง เขตแดนไทย-เมียนมาร์ ที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นระยะทางประมาณ 780 กิโลเมตร ฉะนั้นจึงมีส่วนยาวมากกว่าส่วนกว้างประมาณ 2 เท่า ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 5 ) บริเวณที่แคบที่สุดของประเทศไทย คือ ส่วนที่เป็นด้ามขวาน หรือตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีลงไป จนถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย มีลักษณะเป็นผืนแผ่นดินแคบ ๆ เชื่อมต่อกับคาบสมุทรมลายูที่ตรงคอ คอดกระหรือกิ่วกระ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง พื้นที่เหนือคอคอดกระขึ้นมาทางทิศตะวันตก ติด กับเมียนมาร์และทางทิศตะวันออกติดกับอ่าวไทย พื้นที่ส่วนใต้จากคอคอดกระลงไปมีทะเลขนาบทั้ง สองด้าน ทิศตะวันออกเป็นอ่าวไทยและทิศตะวันตกเป็นทะเลอันดามัน คอคอดกระเป็นส่วนที่ แคบ ที่สุดของคาบสมุทรมลายู มีความกว้างวัดจากปากแม่น้ำกระบุรี ( ปากจั่น ) ถึงฝั่งอ่าวไทยเป็นระยะทาง 64 กิโลเมตร สำหรับส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทยอยู่ที่บ้านวังก์ด้วน ตำบลห้วยทราย อำเภอเมือง ประจวบคีรีขันธ์ ( ภาพที่ 2.1 ) โดยวัดจากฝั่งอ่าวไทยที่บ้านวังก์ด้วนถึงจุดแบ่งเขตแดน ไทย-เมียนมาร์ บนทิวเขาตะนาวศรี เป็นระยะทางเพียง 10.96 กิโลเมตร ( วิทยา ปานะบุตร และวิสิทธ์ โรจน์พจนรัตน์, 2556 : 162 ) อีกบริเวณที่อาจถือได้ว่าเป็นส่วนที่แคบมากที่สุดในประเทศไทย ถ้าคิดเฉพาะส่วนที่เป็น พื้นดินบนแผ่นดินใหญ่ คือ ที่บ้านโขดทราย ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โดยวัดจาก ฝั่งอ่าวไทยไปจนถึงเส้นแบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชาบนทิวเขาบรรทัดเป็นระยะทางเพียง 450 เมตร แต่เนื่องจากจังหวัดตราดมีเกาะเรียงรายอยู่ตามชายฝั่งจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาะช้างและ เกาะกูด ซึ่งตามกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ให้ถือว่าเป็นบริเวณพื้นน้ำที่อยู่ระหว่างแนวชายฝั่งกับ เกาะชายฝั่งเป็นอาณาเขตของประเทศด้วย ฉะนั้นบริเวณพื้นที่บ้านโขดทราย จังหวัดตราด จึงมิใช่ ส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทยอย่างแท้จริง ส่วนที่แคบที่สุดและแท้จริง คือ บริเวณบ้านวังก์ด้วน จังหวัดประจวบคีรีขันธ ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 35 ) ์ 14 2.4 เขตแดนของประเทศไทย แนวเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ประเทศ มีความยาวประมาณ 5,656 กิโลเมตร ด้านที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชามีความยาว 798 กิโลเมตร ด้านที่ติดต่อกับประเทศ ลาวมีความยาว 1,810 กิโลเมตร ด้านที่ติดต่อกับประเทศเมียนมาร์มีความยาว 2,401 กิโลเมตร และ ด้านที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซียมีความยาว 647 กิโลเมตร ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 13 ) ในอดีตได้มีสนธิสัญญาว่าด้วยเรื่องเขตแดนผูกพันไว้กับประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นเวลานาน กว่า 100 ปี แต่ก็ไม่มีสนธิสัญญาฉบับใดที่ไทยได้ทำกับประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง ทุกด้านล้วนทำผ่าน ชาติมหาอำนาจที่ครอบครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านในขณะนั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วประเทศไทย ตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบคู่สัญญา เขตแดนด้านเมียนมาร์และมาเลเซีย ประเทศไทยทำสนธิสัญญาว่า ด้วยเรื่องเขตแดนกับประเทศอังกฤษ ส่วนด้านลาวและกัมพูชาประเทศไทยทำกับประเทศฝรั่งเศส ในเชิงยุทธศาสตร์เป็นการยากที่แต่ละประเทศจะใช้กำลังทหารเข้าวางกำลังเพื่อเฝ้ารักษา ้ แนวเขตแดนทางบกและทางทะเลตลอดแนว เนื่องจากตองใช้งบประมาณของชาติเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีปัญหาเขตแดนเกิดขึ้นด้วยแล้ว การเข้าไปวางกำลังตามแนวชายแดนใน ลักษณะเผชิญหน้ากันย่อมไม่เกิดผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย เพราะอาจเกิดการกระทบกระทั่งกันและอาจ ขยายตัวไปสู่การสู้รบ รัฐบาลไทยพยายามแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านโดยสันติวิธีอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด หลังจากการสู่รบกรณี เหตุการณ์บ้านร่มเกล้า เมื่อ พ.ศ.2531 รัฐบาลได้ตั้งกลไกในรูปคณะกรรมการต่าง ๆ เพื่อเจรจาแก้ไข ปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในหลายระดับ และสิ่งที่คณะกรรมการเหล่านั้น ยึดถือเป็นเครื่องมือก็คือ สนธิสัญญา ( Treaty ) และความตกลงต่าง ๆ อาทิ อนุสัญญา ( Convention ) ปฏิญญา ( Declaration ) และแผนที่ ( Map ) 2.4.1 คำจำกัดความ การกำหนดเขตแดนมีคำที่เกี่ยวข้องมากหลาย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ความหมายของคำเหล่านั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ราชบัณฑิตยสถาน ( 2557 : 14-15 ) ได้อธิบายคำ จำกัดความของคำต่าง ๆ ไว้ดังนี้ ( 1 ) เขตแดนระหว่างประเทศ ( International Boundary ) หมายถึง เส้นสมมติที่ กำหนดขึ้นโดยประเทศทวิภาคี เพื่อเป็นขอบเขตและรู้ว่าอำนาจอธิปไตยของตนหรือของประเทศนั้น ได้มาสิ้นสุดที่เส้นสมมตินี้ เส้นสมมติดังกล่าวอาจกำหนดขึ้นบนแผนที่ แผนผัง หรือแสดงด้วย คำพรรณนาเป็นลายลักษณ์อักษรหรืออาจแสดงเป็นหลักฐานบนพื้นดินก็ได้ ( 2 ) แนวพรมแดน ( Frontier ) หมายถึง พื้นที่ซึ่งมีความคาบเกี่ยวทั้ง 2 ประเทศ ซึ่ง พื้นที่คาบเกี่ยวนี้จะไปตามเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ โดยไม่มีข้อกำหนดแน่ชัดว่าจะต้องอยู่ลึก เข้าไปจากเส้นเขตแดนด้านละเท่าใด 15 ( 3 ) ชายแดน ( Border ) หมายถึง พื้นที่จากเส้นเขตแดนระหว่างประเทศเข้าไปใน ดินแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่มีข้อกำหนดว่าจะอยู่ลึกเข้าไปเท่าใด ( 4 ) สันปันน้ำ ( Watershed ) หมายถึง บริเวณที่สูงหรือสันเขา ซึ่งแบ่งน้ำที่อยู่แต่ละ ด้านของสันเขาให้ไหลออกเป็น 2 ฟาก ไปสู่แม่น้ำลำธาร แต่สันปันน้ำในการกำหนดเขตแดนนั้น หมายถึง ที่สูงหรือสันเขาที่ต่อเนื่องกันและจะปันน้ำหรือน้ำฝนที่ตกลงมา ให้แบ่งออกเป็น 2 ฟาก โดยไม่มีการไหลย้อนกลับ ในกรณีที่มีสันเขาแยกออกเป็นหลายสันจะยึดถือสันเขาที่มีความต่อเนื่อง มากที่สุด กล่าวคือ สันเขาที่สูงที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นสันปันน้ำเสมอไป แต่สันเขาที่สูงและมีความ ต่อเนื่องมากที่สุดมักจะได้รับพิจารณาให้เป็นสันปันน้ำ ( 5 ) ร่องน้ำลึก ( Thalweg ) หมายถึง ร่องน้ำที่มีความต่อเนื่องกันในแม่น้ำ โดยเป็น ร่องน้ำที่ลึกที่สุด ( 6 ) เขตแดนทางบกหรือเขตแดนบนแผ่นดิน ( Land Boundary ) หมายถึง เส้นเขต แดนที่กำหนดขึ้นบนแผ่นดิน โดยคำว่า แผ่นดิน ในที่นี้หมายถึง ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแผ่นดิน มี แม่น้ำ ลำห้วย หนอง บึง ทะเลสาบ และอ่างเก็บน้ำเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินด้วย ( 7 ) เขตแดนทางทะเล ( Maritime Boundary ) หมายถึง การกำหนดอาณาเขตทาง ทะเลออกเป็นเขตต่าง ๆ ตามบทบัญญัติของอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 โดยกำหนดให้มีเขตทางทะเลที่แตกต่างกันออกไป เช่น น่านน้ำภายใน ทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ เขตไหล่ทวีป เขตทางทะเลดังกล่าวมีขอบเขตแนวคิดในระบอบของ แต่ละเขตแตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์แห่งการใช้อำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของรัฐ ดังนั้น รัฐชายฝั่งอาจจะมีเขตทางทะเลได้เพียงแบบใดแบบหนึ่งหรือครบทุกแบบก็ได้ ( 8 ) การกำหนดเขตแดน ( Delimitation ) หมายถึง การกำหนดเขตแดนที่อยู่ในรูป หลักฐานทางเอกสาร ได้แก่ สนธิสัญญา แผนที่ แผนผัง หรืออื่น ๆ ซึ่งมักกระทำกันในสำนักงานหรือ บนโต๊ะเจรจา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแบ่งเขตแดนระหว่างกันในระยะเริ่มต้น ก่อนดำเนินการสำรวจ และปักปันเขตแดนร่วมกันในภูมิประเทศจริง ( 9 ) การปักปันเขตแดน ( Demarcation ) หมายถึง การดำเนินการในขั้นต่อมาซึ่งเป็น เรื่องของการจัดสร้างสัญลักษณ์หรือที่หมายของแนวเขตแดนที่กำหนดไว้แล้วลงบนภูมิประเทศ กล่าวคือ เมื่อได้กำหนดเขตแดนไปแล้ว ก็จะจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการปักปันเขตแดนใน ภูมิประเทศจริงร่วมกัน โดยกำหนดแบบของหลักเขตและวัสดุตามมาตรฐานที่ได้ตกลงกันไว้ ( 10 ) เส้นเขตแดนแบบคงที่ ( Fixed Boundary ) หมายถึง การกำหนดเขตแดนแบบ ถาวรซึ่งนิยมกระทำกันในแม่น้ำโดยใช้ร่องน้ำลึกเป็นเกณฑ์ การกำหนดเส้นเขตแดนแบบนี้ไม่ว่าแม่น้ำ จะเปลี่ยนทางเดินไปในลักษณะใดก็ตาม ยังคงยึดถือแนวเส้นเขตแดนเดิมที่ทำร่วมกันไว้ขณะทำการ สำรวจและลงหลักฐานรับรองร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยไม่เปลี่ยนแปลง 16 ( 11 ) เส้นมัธยะ ( medial Line ) หมายถึง เส้นซึ่งอยู่ห่างจากจุดจุดหนึ่งหรือหลายจุด ที่มีอยู่ใกล้กันที่สุดบนฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำเป็นระยะเท่าๆ กัน แต่เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำมักไม่คงที่ ั้ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของระดับน้ำก็จะมีผลกระทบต่อเส้นมัธยะ ทำให้เส้นนี้แปรเปลี่ยนไปด้วย ดังนน เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนที่ขึ้นอยู่กับระดับการขึ้นลงของระดับน้ำในแม่น้ำ จึงใช้เส้นกึ่งกลางตรง ระดับน้ำเฉลี่ย ( Average Level ) เป็นตัวกำหนด การใช้เส้นมัธยะนี้นิยมใช้มากพอสมควร โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในกรณีที่แม่น้ำนั้น ๆ ใช้เดินเรือไม่ได ้ 2.4.2 แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีการพัฒนามาตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และความตกลงทางกฎหมายว่าด้วยเขตแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ จะต้องนำมาพิจารณา เนื่องจากเขตแดนเป็นสิ่งที่ใช้กำหนดขอบเขตของประเทศเพื่อบ่งชี้ว่าภายใน เขตแดนนั้น ๆ ประเทศนั้นย่อมมีสิทธิและอำนาจอธิปไตยเหนือบริเวณพื้นที่ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ประเทศไทยมีเขตแดนทางบกติดต่อกับประเทศข้างเคียงรวม 4 ประเทศ ดังนี้ ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 19-45 ) ( 1 ) แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับเมียนมาร์ ( ภาพที่ 2.3 ) กำหนดขึ้น ตามสนธิสัญญาที่ทำระหว่างสยามกับอังกฤษ พ.ศ.2408 มีความยาวประมาณ 2,202 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 เริ่มตั้งแต่สบรวกจนถึงสบเมย จากจุดรวมของเขตแดน 3 ประเทศ คือ ไทย-เมียนมาร์-ลาว ที่จุดบรรจบของแม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงที่บ้านสบรวก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เส้นเขตแดนมีทิศทางไปทางทิศตะวันตกตามแนวร่องน้ำลึกของแม่น้ำรวก เข้าเขต อำเภอแม่สาย ต่อจากนั้นแม่น้ำรวกไหลไปบรรจบกับแม่น้ำสาย เส้นเขตแดนลัดเลาะไปตามแนว ร่องน้ำลึกของแม่น้ำสายจนถึงจมูกเขาดอยเวา ในทิวเขาแดนลาว จากนั้นเปลี่ยนไปใช้สันปันน้ำของ ทิวเขาแดนลาวสู่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย แล้วเข้าเขตอำเภอแม่อาย อำเภอฝาง อำเภอ ไชยปราการ อำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ไปทางทิศตะวันตกสู่อำเภอปาย แล้ว ใช้สันปันน้ำของทิวเขาถนนธงชัยเหนือทอดตัวไปทางทิศตะวันตกเข้าเขตอำเภอปางมะผ้า แล้ววกลงใต้ ตามสันปันน้ำของทิวเขาถนนธงชัยตะวันตกสู่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอขุนยวม อำเภอแม่ลาน้อย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จากนั้นเปลี่ยนไปใช้แนวฝั่งทั้งสองของแม่น้ำสาละวินจนเข้าเขต อำเภอสบเมย ตรงที่แม่น้ำสาะวินและแม่น้ำเมยบรรจบกัน จึงถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของเส้นเขตแดนทาง บกระหว่างประเทศไทย-เมียนมาร์ ช่วงที่ 1 17 ภาพที่ 2.3 แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับเมียนมาร์ ที่มา : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ( 2018 ) สำหรับช่วงที่ 2 เริ่มตั้งแต่สบเมยจนถึงปากแม่น้ำกระบุรี จากจุดที่แม่น้ำ สาละวินบรรจบกับแม่น้ำเมยในอำเภอสบเมย จังหวัดตาก จากนั้นใช้แนวร่องน้ำลึกของแม่น้ำเมย เป็นเส้นเขตแดนยาวลงใต้สู่อำเภอท่าสองยาง อำเภอแม่ระมาด อำเภอแม่สอด อำเภอพบพระและ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก แล้วใช้แนวฝั่งทั้งสองของห้วยวาเล่ย์ ก่อนเปลี่ยนไปใช้แนวสันปันน้ำของ ทิวเขาถนนธงชัยตะวันตกที่ทอดตัวลงไปทางทิศตะวันตกและวกลงทิศใต้เข้าเขต อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จากนั้นเปลี่ยนมาใช้สันปันน้ำของทิวเขาตะนาวศรีที่ทอดตัวยาวลงไปทางทิศใต้เข้า เขตอำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอเมืองกาญจนบุรี และอำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัด กาญจนบุรี เข้าเขตอำเภอสวนผึ้ง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี สู่อำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอ แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ยาวลงใต้สู่อำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี อำเภอสามร้อยยอด อำเภอ กุยบุรี อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน และอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าเขตอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร แล้วเปลี่ยนมาใช้แนวตามร่องน้ำลึกของ คลองกระสู่อำเภอกระบุรี จากนั้นแนวเขตแดนจะเปลี่ยนไปใช้ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำกระบุรีก่อนเข้าเขต 18 อำเภอละอุ่น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ตรงที่แม่น้ำกระบุรีไหลลงสู่ทะเลอันดามัน จึงถือเป็น จุดสิ้นสุดของเส้นเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทย-เมียนมาร์ ช่วงที่ 2 ( 2 ) แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับลาว ( ภาพที่ 2.4 ) เกิดขึ้นจากการทำ สัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศส พ.ศ.2436 มีความยาวประมาณ 1,750 กิโลเมตรแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 แนวเขตแดนประเทศไทยกับลาว บริเวณที่เป็นทิวเขา และลำน้ำสายเล็ก ๆ เริ่มจากจุดรวมของเขตแดน 3 ประเทศ คือ ไทย-เมียนมาร์-ลาว ที่จุดบรรจบของ แม่น้ำรวกกับแม่น้ำโขงที่บ้านสบรวก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แนวเขตแดนมีทิศทางไปทาง ทิศใต้ตามแนวร่องน้ำลึกของแม่น้ำโขง ผ่านอำเภอเชียงแสน อำเภอเชียงของ และอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จากนั้นเส้นเขตแดนเปลี่ยนไปใช้สันปันน้ำของทิวเขาหลวงพระบาง ผ่านดอยผาตั้ง เข้าเขตอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ลงใต้สู่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และเปลี่ยนทิศไปตะวันออก เข้าเขตอำเภอสองแคว อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ วกลงใต้สู่อำเภอบ่อเกลือ อำเภอแม่จริม อำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ก่อนเข้าเขตอำเภอบ้านโคก อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ผ่านภูสอยดาวเข้าเขตอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก จากนั้นเส้นเขตแดนเปลี่ยนไปใช้ร่องน้ำลึก ของน้ำเหืองงาที่ไหลลงใต้สู่อำเภอนาแห้ว บริเวณที่น้ำเหืองงาไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเหือง เส้นเขต แดนช่วงนี้เปลี่ยนไปใช้ร่องน้ำลึกของแม่น้ำเหือง ไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เข้าเขตอำเภอ ด่านซ้าย วกขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือสู่อำเภอภูเรือ อำเภอท่าลี่ และอำเภอเชียงคาน จังหวัด เลย จนถึงจุดที่แม่น้ำเหืองไหลบรรจบกับแม่น้ำโขง สำหรับช่วงที่ 2 เป็นแนวเขตแดนไทย-ลาว ตามแม่น้ำโขง แนวเขตแดนช่วงนี้ใช้ร่อง น้ำลึกของแม่น้ำโขงที่ไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านอำเภอปากชม จังหวัดเลย เข้าเขต อำเภอสังคม อำเภอศรีเชียงใหม่ อำเภอท่าบ่อ อำเภอเมืองหนองคาย อำเภอโพนพิสัย อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย สู่อำเภอปากคาด อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอบึงโขงหลง อำเภอ บ้านแพง จังหวัดบึงกาฬ ไหลลงใต้เข้าเขตอำเภอท่าอุเทน อำเภอเมืองนครพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จากนั้นเส้นเขตแดนเข้าไปในเขตอำเภอหว้านใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผ่านอำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ สู่อำเภอเขมราฐ อำเภอนาตาล อำเภอโพธิ์ไทร อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงจุดที่ แม่น้ำมูลไหลลงแม่น้ำโขง จากนั้นเปลี่ยนไปใช้สันปันน้ำของทิวเขาพนมดงรัก ซึ่งมีทิศทางไปทางทิศใต้ เข้าเขตอำเภอสิรินธร อำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี จนถึง ช่องบกจึงเป็นจุดสิ้นสุดแนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับลาว 19 ภาพที่ 2.4 แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับลาว ที่มา : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ( 2018 ) ( 3 ) แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ( ภาพที่ 2.5 ) เกิดขึ้นจากการ ทำสัญญาเกี่ยวกับแนวเขตแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศสด้านเขมร พ.ศ.2406 ความยาวประมาณ 798 กิโลเมตรเริ่มจากจุดรวมของเขตแดน 3 ประเทศ คือ ไทย-ลาว-เมียนมาร์ ที่ช่องบกในเขตอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เขตแดนใช้สันปันน้ำของทิวเขาพนมดงรักยาวไปทางทิศตะวันตก แล้วอ้อมลงใต้ เข้าเขตอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนเข้าสู่อำเภอกันทรลักษณ์ อำเภอขุนหาญ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นเข้าเขตอำเภอบัวเชด อำเภอสังขะ อำเภอกาบเชิง อำเภอพนมดงรัก จังหวัด สุรินทร์ ยาวลงมาอำเภอบ้านกรวด และอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อเข้าสู่อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เส้นเขตแดนเปลี่ยนไปใช้แนวตามคลองแผง จากนั้นแนวเขตแดนใช้แบบเส้นตรงโดยมี หลักเขตแดนกำกับยาวไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เข้าเขตอำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศอำเภอ คลองหาด จังหวัดสระแก้ว จากนั้นใช้แนวของคลองน้ำใสไหลลงใต้สู่อำเภอสอยดาว จนเข้าเขตอำเภอ โป่งน้ำร้อนจังหวัดจันทบุรี จึงเปลี่ยนไปใช้แนวแบบเส้นตรงจากหลักถึงหลัก จนถึงอำเภอบ่อไร่ จังหวัด ตราด แล้วเปลี่ยนไปใช้สันปันน้ำของทิวเขาบรรทัดสู่อำเภอเมืองตราด สุดท้ายที่อำเภอคลองใหญ่ 20 จังหวัดตราด ใช้แนวเขตแดนแบบเส้นตรงจนถึงจุดสิ้นสุดเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่บ้านหาด เล็ก ซึ่งเป็นปลายของแหลมสารพัดพิษ ภาพที่ 2.5 แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ที่มา : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ( 2018 ) ( 4 ) แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ( ภาพที่ 2.6 ) มาจากสัญญา กำหนดเขตแดนระหว่างสยามกับอังกฤษในแหลมมลายู พ.ศ.2452 มีความยาวประมาณ 576 กิโลเมตร แนวเขตแดนไทย-มาเลเซียเริ่มจากสุดชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกในอำเภอเมืองสตูลไป ทางทิศตะวันออกจนถึงหลักแดนที่เขาบาตูปูเต๊ะ จากนั้นใช้สันปันน้ำของทิวเขาสันกาลาคีรี ก่อนเข้า เขตอำเภอควนโดน จังหวัดสตูล สู่อำเภอสะเดา อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ลงใต้ เข้าเขตอำเภอกาบัง อำเภอยะหา อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สู่อำเภอ จะแนะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส จนถึงจุดต้นน้ำของแม่น้ำโก-ลก จึงเปลี่ยนไปใช้ร่องน้ำลึกของ แม่น้ำโก-ลก ไหลลงผ่านอำเภอแว้ง อำเภอสุไหงโก-ลก และอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส สิ้นสุด บริเวณที่แม่น้ำบางนราไหลมาบรรจบแม่น้ำโก-ลกที่บ้านปูยู จึงถือเป็นจุดสิ้นสุดแนวเขตแดน ไทย-มาเลเซียทางด้านอ่าวไทย 21 ภาพที่ 2.6 แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ที่มา : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ( 2018 ) 2.4.3 เขตแดนทางทะเล ประเทศไทยมีความยาวของฝั่งทะเลรวม 3,010 กิโลเมตร ประกอบด้วย ฝั่งทะเลด้าน ตะวันออกของอ่าวไทยยาว 581 กิโลเมตร ฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทยยาว 1,391.5 กิโลเมตร และฝั่งทะเลด้านอันดามันยาว 1,037.5 กิโลเมตร สำหรับจังหวัดที่มีฝั่งทะเลยาวที่สุดของอ่าวไทย คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดที่มีฝั่งทะเลยาวที่สุดของอันดามัน คือ จังหวัดพังงา ในด้านเขตแดนทางทะเลที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศไทยมีเขตแดนทาง ทะเลติดต่อกับ 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เมียนมาร์ และ อินเดีย ตามลักษณะของอาณาเขตที่ติดต่อกัน ( ประชิดกันหรืออยู่ตรงข้ามกัน ) ในบริเวณอ่าวไทยช่วงที่ ประเทศไทยมีเขตแดนทางทะเลประชิดกันกับประเทศกัมพูชาและมาเลเซีย ส่วนเขตแดนที่อยู่ตรงข้าม ได้แก่ ประเทศเวียดนามและบางส่วนของกัมพูชา เส้นเขตแดนในอ่าวไทยเริ่มต้นที่บริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหาดเล็ก ผ่านจุดต่าง ๆ ที่ไทยประกาศเส้นเขตไหล่ทวีปไว้ยาวไปบรรจบที่จุด เขตแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย บริเวณอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ส่วนทางด้านทะเลอันดามัน ประเทศไทยมีอาณาเขตทางทะเลประชิดกับประเทศมาเลเซียและเมียนมาร์ มีอาณาเขตทางทะเลอยู่ ตรงข้ามกับอินโดนีเซีย อินเดีย และบางส่วนของเมียนมาร์ ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 67-70 ) 22 น่านน้ำของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 61 ) แบ่งกั้นด้วยคาบสมุทรอินโดจีน ทางด้านตะวันออกของคาบสมุทร คือ อ่าวไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ทะเลจีนใต้ และทางด้านตะวันตกของคาบสมุทร คือ ทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทร อินเดีย สำหรับที่ตั้งและลักษณะทางกายภาพของน่านน้ำทั้ง 2 ด้าน มีรายละเอียดแตกต่างกันดังนี้ ภาพที่ 2.7 อ่าวประวัติศาสตร์ของไทย ที่มา : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ( 2018 ) ( 1 ) อ่าวไทย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ อ่าวไทยตอนบน ซึ่งหมายถึงน่านน้ำเหนือ เส้นตรงที่ลากต่อระหว่างแหลมบ้านแสมสาร ในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี กับตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า อ่าวรูปตัว ก. ซึ่งกำหนดให้เป็นอ่าว ประวัติศาสตร์ของไทย ( ภาพที่ 2.7 ) น่านน้ำเหนือเส้นฐานดังกล่าวนี้ เป็นน่านน้ำภายในของประเทศ การกำหนดน่านน้ำของประเทศหรือทะเลอาณาเขตของไทยจะวัดจากเส้นฐานหรือจุดที่ระดับน้ำทะเล ต่ำสุดออกไป 12 ไมล์ทะเล ส่วนเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ( Economic Zone ) วัดจากชายฝั่งทะเลออกไป 200 ไมล์ทะเล สำหรับอ่าวไทยตอนล่าง คือ บริเวณใต้เส้นฐานลงมาทั้งหมดจนถึงเส้นลากต่อระหว่าง ชายแดนไทย-มาเลเซียที่จังหวัดนราธิวาสกับปลายแหลมกาเมาในประเทศเวียดนาม มีความยาวชายฝั่ง 23 ทะเลในอ่าวไทยรวมทั้งสิ้น 1,065 ไมล์ทะเล เขตแดนทางทะเลด้านอ่าวไทยนี้ประชิดและหรือที่อยู่ตรง ข้ามประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ทั้งนี้อ่าวไทยมี ลักษณะเป็นทะเลปิด กว้างสุด 270 ไมล์ทะเล ไม่รวมเกาะ หากรวมเกาะแล้วจะเหลือความกว้างเพียง 100 ไมล์ทะเลเท่านั้น ( 2 ) ทะเลอันดามัน เป็นทะเลที่อยู่ทางด้านชายฝั่งตะวันตกของประเทศไทย มีชายฝั่งตั้งแต่ปากแม่น้ำกระบุรีที่จังหวัดระนอง ติดต่อกับเขตแดนเมียนมาร์ลัดเลาะฝั่งลงไปทางใต้ไป จนจดเขตแดนไทย-มาเลเซียที่อำเภอเมืองสตูล มีความยาวชายฝั่งทะเลรวมทั้งสิ้น 560 ไมล์ทะเล ทะเลอันดามันกว้างสุด 330 ไมล์ทะเล 2.5 การแบ่งภูมิภาคในประเทศไทย ภูมิภาค ( Region ) หมายถึง บริเวณพื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่งบนพื้นผิวโลกที่กำหนดขึ้นเป็นส่วน ต่าง ๆ แยกออกจากกัน โดยภายในแต่ละส่วนนั้นมีลักษณะบางอย่างหรือหลายๆ อย่างที่คล้ายคลึงกัน ในขณะเดียวกันก็แตกต่างไปจากส่วนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงโดยรอบ การแบ่งภูมิภาคทำได้หลายวิธี แล้วแต่หลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ประโยชน์ จึงเกิดมีภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ ภูมิภาค ทางการเมืองการปกครอง ภูมิภาคทางวัฒนธรรม รวมทั้งภูมิภาคที่กำหนดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ อีกหลายด้าน เกณฑ์ที่ถูกนำไปใช้ในการแบ่งภูมิภาคก็แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นวิธีการของ หน่วยงานใด หรือตามหลักการของสาขาวิชาใด ประโยชน์ที่สำคัญของการแบ่งภูมิภาค คือ เพื่อให้ สามารถเข้าใจลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในกรอบของพื้นที่รวมทั้งหมด ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 5-6 ) 2.5.1 การแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ของคณะกรรมการภูมิศาสตร์แห่งชาติ การแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ของคณะกรรมการภูมิศาสตร์แห่งชาติ ขึ้นอยู่กับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเป็นผู้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ.2520 โดยใช้เกณฑ์ในด้านลักษณะภูมิประเทศเป็นเกณฑ์หลัก แต่ได้พิจารณาลักษณะทางภูมิอากาศ วัฒนธรรมด้านเชื้อชาติ ภาษา และความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ประกอบด้วยภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ ของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 6 ภูมิภาค ดังนี้ ( ภาพที่ 2.8 ) ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 6 ) ( 1 ) ภาคเหนือ ประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง และอุตรดิตถ์ ( 2 ) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เลย อุดรธานี สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ 24 ภาพที่ 2.8 การแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ของคณะกรรมการภูมิศาสตร์แห่งชาติ ที่มา : กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ( 2018 ) 25 ( 3 ) ภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 21 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนครปฐม ( 4 ) ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ( 5 ) ภาคตะวันตก ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ( 6 ) ภาคใต้ ประกอบด้วย 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต พัทลุง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส การแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์โดยอาศัยลักษณะภูมิประเทศเป็นเกณฑ์หลักใน การแบ่ง ทำให้เข้าใจความแตกต่างของลักษณะภูมิประเทศชัดเจนมากขึ้น กล่าวคือ ภาคเหนือมี ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงสลับกับหุบเขาและที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดเล็ก ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่ม แม่น้ำขนาดใหญ่และมีภูเขาปรากฏอยู่เป็นบางตอน โดยเฉพาะบริเวณขอบของที่ราบเป็นแนวแบ่ง ระหว่างภาคเหนือกับภาคกลางที่ชัดเจน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะเป็นที่ราบแอ่งกระทะ มี ผาชันกั้นเป็นขอบเขตทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้แยก ภาคตะวันออกมีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ และที่ราบชายฝั่งทะเล มีภูเขาแทรกอยู่เป็นบางตอน ภาคตะวันตกมีลักษณะคล้ายภาคเหนือเป็นภูเขา สูงสลับกับที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดเล็ก แต่ตอนใต้ของภูมิภาคติดชายฝั่งทะเล และภาคใต้มีลักษณะเป็น คาบสมุทร มีภูเขาทอดตัวเป็นแนวยาวอยู่ตอนกลางของคาบสมุทร และมีที่ราบชายฝั่งทะเลแคบ ๆ ขนาบอยู่ทั้ง 2 ด้าน 2.5.2 การแบ่งภูมิภาคของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ฯ แบ่ง ประเทศไทยออกเป็น 6 ภูมิภาค การแบ่งภูมิภาคแบบนี้มีขอบเขตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ ภาคใต้เหมือนกันกับการแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ แต่ขอบเขตของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาค ตะวันออก และภาคตะวันตกแตกต่างดังนี้ ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 83-84 ) ( 1 ) ภาคเหนือ ประกอบด้วย 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี ( 2 ) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เลย อุดรธานี สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ 26 ( 3 ) ภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 8 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี ( 4 ) ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก และสมุทรปราการ ( 5 ) ภาคตะวันตก ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม และสุพรรณบุรี ( 6 ) ภาคใต้ ประกอบด้วย 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต พัทลุง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส 2.5.3 การแบ่งภูมิภาคของกรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยาแบ่งภูมิภาคของประเทศไทยออกเป็น 7 ภูมิภาค ( ภาพที่ 2.9 ) โดย แบ่งขอบเขตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเหมือนกันกับการแบ่งภูมิภาคทาง ภูมิศาสตร์ แต่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้แตกต่างออกไป สำหรับภาคเหนือมีการ นำจังหวัดในส่วนของภาคกลางบนตอนมารวมไว้ด้วยกัน ภาคตะวันตกถูกรวมไปไว้กับภาคกลาง ภาคใต้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ภูมิภาคตามฝั่งทะเล เนื่องจากมีลักษณะภูมิอากาศที่แตกต่างกัน ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถูกแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งภูมิภาค เพราะเป็นขอบเขตพื้นที่ที่มี ความสำคัญทางเศรษฐกิจ ดังนั้นข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะภูมิอากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 84-87 ) ( 1 ) ภาคเหนือ ประกอบด้วย 15 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ( 2 ) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เลย อุดรธานี สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ( 3 ) ภาคกลาง ประกอบด้วย 12 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา นครนายก กาญจนบุรี และราชบุรี ( 4 ) ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ( 5 ) ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ประกอบด้วย 10 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ( 6 ) ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ประกอบด้วย 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล 27 ภาพที่ 2.9 การแบ่งภูมิภาคของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่มา : สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ( 2018 ) 28 ( 7 ) กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกอบด้วยกรุงเทพมหานครและอีก 6 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม 2.5.4 การแบ่งภูมิภาคของกรมทางหลวง กรมทางหลวงแบ่งประเทศไทยออกเป็น 4 ภูมิภาค โดยเรียงตามหมายเลขทางหลวง แผ่นดิน ดังนี้ ( ภาพที่ 2.10 ) ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 87-89 ) ( 1 ) ภาคเหนือ ประกอบด้วย 15 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ เป็นภูมิภาคที่มีหมายเลขทางหลวงแผ่นดินขึ้นต้นด้วยเลข 1 สำหรับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 คือ ถนนพหลโยธิน มีจุดเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพมหานคร และสิ้นสุดที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ( 2 ) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 21 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เลย อุดรธานี สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และเพชรบรณ์ เป็น ู ภูมิภาคที่มีหมายเลขทางหลวงแผ่นดินขึ้นต้นด้วยเลข 2 สำหรับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 คือ ถนน มิตรภาพ มีจุดเริ่มต้นที่อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี และสิ้นสุดที่อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัด หนองคาย ( 3 ) ภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 26 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เป็นภูมิภาคที่มีหมายเลขทางหลวง แผ่นดินขึ้นต้นด้วยเลข 3 สำหรับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 คือ ถนนสุขุมวิท มีจุดเริ่มต้นที่ปลาย ทิศตะวันตกของถนนเพลินจิต กรุงเทพมหานคร และสิ้นสุดที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ( 4 ) ภาคใต้ ประกอบด้วย 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต พัทลุง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นภูมิภาคที่มี หมายเลขทางหลวงแผ่นดินขึ้นต้นด้วยเลข 4 สำหรับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 คือ ถนนเพชรเกษม มีจุดเริ่มต้นที่สะพานเนาวจำเนียร กรุงเทพมหานคร และสิ้นสุดที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา 29 ภาพที่ 2.10 การแบ่งภูมิภาคของกรมทางหลวง ที่มา : สารานุกรมเสรี ( 2018 ) 30 2.5.5 การแบ่งภูมิภาคตามการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยแบ่งภูมิภาคออกเป็น 5 ภูมิภาค เพื่อวัตถุประสงค์ ทางการท่องเที่ยว โดยขอบเขตของภาคเหนือเหมือนกับการแบ่งภูมิภาคของสำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขอบเขตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และ ภาคใต้เหมือนกับการแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ ส่วนขอบเขตของภาคกลางแตกต่างออกไป ดังนี้ ( 1 ) ภาคเหนือ ประกอบด้วย 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี ( 2 ) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เลย อุดรธานี สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ( 3 ) ภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 18 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ( 4 ) ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ( 5 ) ภาคใต้ ประกอบด้วย 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต พัทลุง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส 2.5.6 การแบ่งภูมิภาคตามเขตวัฒนธรรม สืบเนื่องมาจากความเป็นมาของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษา จึงสามารถแบ่ง ภูมิภาคตามเขตวัฒนธรรมออกเป็น 8 ภูมิภาค ดังนี้ ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 94-95 ) ( 1 ) เขตวัฒนธรรมล้านนา ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และพะเยา ( 2 ) เขตวัฒนธรรมสุโขทัย ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร และนครสวรรค์ ( 3 ) เขตวัฒนธรรมละโว้-อยุธยา ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 17 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก นนทบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ( 4 ) เขตวัฒนธรรมสุพรรณภูมิ ประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ 31 ( 5 ) เขตวัฒนธรรมล้านช้างฝั่งขวา ประกอบด้วย 14 จังหวัด ได้แก่ เลย อุดรธานี สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู และอำนาจเจริญ ( 6 ) เขตวัฒนธรรมเขมรสูง ประกอบด้วย 6 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ( 7 ) เขตวัฒนธรรมนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย 11 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต พัทลุง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล และสงขลา ( 8 ) เขตวัฒนธรรมปัตตานี ประกอบด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และ นราธิวาส 2.5.7 การแบ่งภูมิภาคตามรหัสโทรศัพท์พื้นฐาน การแบ่งภูมิภาคตามเขตรหัสโทรศัพท์พื้นฐานของประเทศไทย สามารถแบ่งออกเป็น 5 ภูมิภาค ดังนี้ ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 89 ) ( 1 ) กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และอำเภอพุทธมณฑล อำเภอนครชัยศรี อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในเขตนี้ใช้รหัสโทรศัพท์ขึ้นต้นด้วยเลข 02 ( 2 ) ภาคกลาง ประกอบด้วย สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สมุทรสาคร ( ยกเว้นอำเภอกระทุ่มแบน ) สมุทรสงคราม นครปฐม ( ยกเว้นอำเภอพุทธมณฑล อำเภอนครชัยศรี อำเภอสามพราน ) กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ในเขตนี้ใช้รหัสโทรศัพท์ขึ้นต้นด้วยเลข 03 ( 3 ) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย ชัยภูมิ เลย อุดรธานี สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ในเขตนี้ใช้รหัสโทรศัพท์ขึ้นต้น ด้วยเลข 04 ( 4 ) ภาคเหนือ ประกอบด้วย เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ อุทัยธานี และชัยนาท ในเขตนี้ใช้รหัสโทรศัพท์ขึ้นต้นด้วยเลข 05 ( 5 ) ภาคใต้ ประกอบด้วย ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต พัทลุง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ในเขตนี้ใช้รหัสโทรศัพท์ขึ้นต้นด้วย เลข 07 32 2.5.8 การแบ่งภูมิภาคตามเขตรหัสไปรษณีย์ การสื่อสารแห่งประเทศไทยแบ่งภูมิภาคตามระบบไปรษณีย์ออกเป็น 9 ภูมิภาค ดังนี้ ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 91 ) ( 1 ) ภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 9 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ เขตนี้ใช้ รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้นด้วยเลข 1 เช่น อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ใช้รหัสไปรษณีย์ 18000 ( 2 ) ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้นด้วยเลข 2 เช่น อำเภอเมือง ชลบุรี จังหวัดชลบุรี ใช้รหัสไปรษณีย์ 20000 ( 3 ) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ อำนาจเจริญ ยโสธร นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ ขึ้นต้นด้วยเลข 3 เช่น อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ใช้รหัสไปรษณีย์ 30000 ( 4 ) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบด้วย 12 จังหวัด ได้แก่ เลย อุดรธานี สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และ หนองบัวลำภู เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้นด้วยเลข 4 เช่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ใช้รหัสไปรษณีย์ 40000 ( 5 ) ภาคเหนือตอนบน ประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่านแม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง และอุตรดิตถ์ เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้นด้วยเลข 5 เช่น อำเภอ เมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ใช้รหัสไปรษณีย์ 50000 ( 6 ) ภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้นด้วยเลข 6 เช่น อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ใช้รหัสไปรษณีย์ 60000 ( 7 ) ภาคตะวันตก ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้น ด้วยเลข 7 เช่น อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ใช้รหัสไปรษณีย์ 70000 ( 8 ) ภาคใต้ตอนบน ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้นด้วยเลข 8 เช่น อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้รหัสไปรษณีย์ 80000 ( 9 ) ภาคใต้ตอนล่าง ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เขตนี้ใช้รหัสไปรษณีย์ขึ้นต้นด้วยเลข 9 เช่น อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ใช้รหัสไปรษณีย์ 90000 33 บทสรุป ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ศูนย์กลางของ คาบสมุทรอินโดจีน ในซีกโลกเหนือ ฝั่งตะวันออก ล้อมรอบด้วยประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ได้แก่ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ขนาดเนื้อที่ของประเทศไทยใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซียและเมียนมาร์ นักวิชาการส่วนใหญ่อธิบายรูปร่างของประเทศไทยว่าคล้ายขวาน โบราณ ส่วนบนของขวาน ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก ส่วนล่างหรือด้ามขวาน คือ ภาคใต้ แนวเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับประเทศ เพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ถูกแบ่งขอบเขตโดยใช้สันปันน้ำของทิวเขา ร่องน้ำลึกของแม่น้ำความกว้าง ระหว่างลำห้วยต่าง ๆ และการปักหลักเขตแดนในจุดที่ไม่มีแนวเขตแดนธรรมชาติ การแบ่งภูมิภาคของ ไทยมีหลายหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ ปัจจุบันหลักเกณฑ์ที่ยอมรับมากที่สุด คือ การแบ่งภูมิภาค ทางภูมิศาสตร์ ที่แบ่งประเทศไทยออกเป็น 6 ภูมิภาค 77 จังหวัด ทั้งนี้การอธิบายเกี่ยวกับลักษณะทาง กายภาพของประเทศไทย อาทิ ลักษณะภูมิประเทศและลักษณะภูมิอากาศ จะปรากฏในบทต่อไป คำถามท้ายบท 1. ประเทศไทยมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และที่ตั้งสัมพัทธ์อย่างไร 2. ขนาดเนื้อที่ของประเทศไทยใหญ่เป็นอันดับที่เท่าไรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 3. รูปร่างของประเทศไทยคล้ายคลึงกับสิ่งใดบ้าง 4. ความยาวสูงสุด ความกว้างสูงสุด และส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทยมีระยะทางเท่าไร นับจากจุดใดถึงจุดใด 5. แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับเมียนมาร์ เริ่มต้นจากจุดใดถึงจุดใด มีสิ่งใด เป็นแนวเขตแดน 6. แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับลาว เริ่มต้นจากจุดใดถึงจุดใด มีสิ่งใดเป็น แนวเขตแดน 7. แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เริ่มต้นจากจุดใดถึงจุดใด มีสิ่งใดเป็นแนวเขตแดน 8. แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย เริ่มต้นจากจุดใดถึงจุดใด มีสิ่งใดเป็นแนวเขตแดน 9. เขตแดนทางทะเลของไทยมีความยาวโดยรวมเท่าไร นับจากจุดใดถึงจุดใด 10. หลักการในการแบ่งภูมิภาคของประเทศไทยมีอะไรบ้าง จงอธิบายและยกตัวอย่าง 34 เอกสารอ้างอิง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น. ( 2561 ). การแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ของคณะกรรมการ ็ ภูมิศาสตร์แห่งชาติ. สืบค้น 14 กรกฎาคม 2561, จากเวบไซท์ : hypertext transfer protocol : //www.dla.go.th/servlet/ShowLinkServlet ? _mode=map & orgType=9. ชัชนี วายลี่. ( 2543 ). ภูมิศาสตร์ประเทศไทย. ( 1-6 ). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ราชบัณฑิตยสถาน. ( 2557 ). อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย เล่ม 1. ( 3-50 ). กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน. วิทยา ปานะบุตร และวิสิทธ์ โรจน์พจนรัตน์. ( 2556 ). ความรู้รอบตัว ฉบับสมบูรณ์. ( 162 ). กรุงเทพฯ : เพิ่มทรัพย์การพิมพ์. ศุทธินี ดนตรี. ( 2554 ). ภูมิศาสตร์ประเทศไทย. ( 26-95 ). ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ( เอกสารอัดสำเนา ). สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน. ( 2561 ). การแบ่งภูมิภาคของกรมอุตุนิยมวิทยา. สืบค้น 14 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์ : hypertext transfer protocol : //supplies.slri.or.th/supplies2016/ index.php ? submit=Edit & id1=71. สถาบันอาณาบริเวณศึกษา. ( 2561 ). ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย. สืบค้น 9 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์ : hypertext transfer protocol : //www.apecthai.org/apec_new/index.php. ั สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. ( 2561 ). แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกบกัมพูชา. สืบค้น 10 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์ : hypertext transfer protocol : //kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php ? book=32 & chap=5 & page= t32-5-infodetail04.html. ั สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. ( 2561 ). แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกบลาว. สืบค้น 10 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์ : hypertext transfer protocol : //kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php ? book=32 & chap=5 & page= t32-5-infodetail04.html. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. ( 2561 ). แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกบมาเลเซีย. ั สืบค้น 10 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์ : hypertext transfer protocol : //kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php ? book=32 & chap=5 & page= t32-5-infodetail04.html. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. ( 2561 ). แนวเขตแดนทางบกระหว่างประเทศไทยกบเมียนมาร์. ั สืบค้น 10 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์ : hypertext transfer protocol : //kanchanapisek.or.th/ kp6/sub/book/book.php ? book=32 & chap=5 & page=t32-5-infodetail04.html. 35 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. ( 2561 ). อ่าวประวัติศาสตร์ของไทย. สืบค้น 14 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์ : hypertext transfer protocol : //kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php ? book= 32 & chap=5 & page=t32-5-infodetail03.html. สารานุกรมเสรี. ( 2561 ). การแบ่งภูมิภาคของกรมทางหลวง. สืบค้น 16 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์ : hypertext transfer protocol : //th.wikipedia.org/wiki/media/File : Map_TH_provinces_by_highway.png. Soileriragusgonta. ( 2018 ). Southeast Asia Map. Retrieved July 14, 2018, from Web site : hypertext transfer protocol : //soileiragusgonta.com/map-south-east-asia/map-south- east-asia-1-southeast-of-asian-countries. 36 บทที่ 3 ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทย ลักษณะภูมิประเทศและลักษณะทางธรณีวิทยาที่ปรากฏอยู่ในบริเวณภูมิภาคต่าง ๆ ของ ประเทศไทยนั้น เป็นปรากฏการณ์ของผลที่เหลืออยู่และการเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากกระบวนการ เปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดจากพลังแปรรูปภายนอกกับพลังแปรรูปภายใน ดังนั้นการศึกษา ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทยจะพิจารณาจากสภาพทั่วไปของผิวโลกแต่ละลักษณะ ทั้งทิวเขา หุบเขา แอ่ง ที่ราบ และอื่น ๆ ในแต่ละภูมิภาค ตามการแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์และลักษณะทาง ธรณีวิทยาประกอบกัน 3.1 ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทยโดยภาพรวม 3.1.1 ลักษณะภูมิประเทศของประเทศไทย แบ่งได้เป็น 3 บริเวณ คือ เขตทิวเขาภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ เขตที่ราบภาคกลาง และเขตที่ราบสูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ( ภาพที่ 3.1 ) เขตทิวเขาภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ เป็นทิวเขาที่ยาวต่อเนื่องกันตลอด ถือว่า เป็นส่วนต่อจากเทือกเขาหิมาลัยที่โค้งลงมาทางใต้ ผ่านดินแดนของประเทศจีนและเมียนมาร์จนถึง ประเทศไทยและมาเลเซีย โครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เป็นรากฐานของพื้นที่บริเวณนี้ คือ รอยคดโค้งที่ วางตัวขนานกันในแนวตะวันออกและตะวันตก เมื่อพิจารณาจากอายุหินแกรนิตที่เป็นแกนของทิวเขา เหล่านี้พบว่า เกิดจากการยกตัวของทิวเขาตั้งแต่ปลายมหายุคพาเลโอโซอิกจนถึงต้นมหายุคซีโนโซอิก ประมาณ 65-70 ล้านปีที่แล้ว จากการที่แผ่นเปลือกโลกอินเดียเคลื่อนเข้ามาหาแผ่นเปลือกโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยส่วนหนึ่งของแผ่นเปลือกโลกอินเดียมุดเข้าไปใต้แผ่นเปลือกโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้เกิดทิวเขาสูงในคาบสมุทรอินโดจีน ได้แก่ ทิวเขาภาคเหนือ ิ ภาคตะวันตก และภาคใต้ และแอ่งขนาดใหญ่บริเวณภาคกลางและอ่าวไทย ( จุฬาลงกรณ์มหาวทยาลัย, 2534 ) เขตที่ราบภาคกลางเกิดจากการเคลื่อนไหวของรอยเลื่อนขนาดใหญ่ ได้แก่ รอยเลื่อนแม่ปิง รอยเลื่อนอุตรดิตถ์ และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ในยุคครีเทเชียสตอนปลาย จนถึงยุคเทอร์เชียรีซึ่ง ต่อเนื่องจากการเปิดตัวของอ่าวไทยทางใต้และการเกิดแอ่งเทอร์เชียรีในบริเวณภาคเหนือและ ภาคตะวันตกตอนบน และตามด้วยการเกิดรอยเลื่อนในแนวเหนือใต้ การสะสมตัวเกิดขึ้นบนบกแบบ เนินตะกอนน้ำพารูปพัด ทางน้ำ และทะเลสาบ การเคลื่อนไหวของรอยเลื่อนทำให้เกิดการทรุดตัวเป็น แอ่งเปลือกโลกขนาดใหญ่ บางส่วนจมอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล แล้วมีการทับถมของตะกอนตามกาลเวลา ทำให้เกิดเป็นที่ราบภาคกลางในปัจจุบัน ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 98 ) 37 ภาพที่ 3.1 ลักษณะภูมิประเทศของประเทศไทย ที่มา : สุวารี แก้วบรรจง ( 2561 ) 38 สำหรับเขตที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดขึ้นเมื่อมีการทรุดตัวลงเป็นแอ่งขนาดใหญ่ ในบริเวณภาคกลางและอ่าวไทย พร้อมกับการยกตัวสูงขึ้นเป็นที่ราบสูงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเรียกกันว่า ที่ราบสูงโคราช ลักษณะของที่ราบสูงนี้มีขอบชันทางทิศตะวันตกและภาคใต้ และค่อยๆ ลาดลงเป็นแอ่งตรงกลาง โดยบริเวณแอ่งตอนกลางนั้นแยกออกจากกันเป็น 2 แอ่งใหญ่ มีเพียงสันเขา เตี้ยๆ คือ ทิวเขาภูพาน เป็นแนวกั้น แอ่งทางด้านเหนือเรียกว่า แอ่งสกลนคร ส่วนแอ่งทางใต้เรียกว่า แอ่งโคราช ก่อนการยกตัวขึ้นเป็นที่ราบสูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเคยเป็นแอ่งเปลือกโลกขนาดใหญ่ มาก่อนและมีการทับถมของโคลนตะกอนซึ่งต่อมากลายเป็นหิน เรียกชื่อว่า หมู่หินโคราช ซึ่งเป็น ชั้นหินสีแดงมหายุคมีโซโซอิกสะสมตัวบนภาคพื้นทวีป ประกอบด้วย หินทรายแป้ง หินทราย หินโคลน และหินกรวดมน จากนั้นมีการทับถมของชั้นเกลือหินสลับกับหินตะกอนรวมกันเป็นชั้นหนา การศึกษาลักษณะทางธรณีวิทยาของประเทศไทยมักเอ่ยถึงธรณีกาลและกลุ่มหินต่าง ๆ บ่อยครั้ง อายุทางธรณีกาลจะแบ่งออกเป็นมหายุค เรียงตามอายุจากน้อยที่สุดไปหามากที่สุด จากนั้น ่ แบ่งมหายุคออกเป็นยุคต่าง ๆ เรียงตามอายุจากน้อยไปหามาก และหมู่หินเรียงตามอายุจากน้อยทีสุด ไปหามากที่สุดเช่นกัน ( ตารางที่ 3.1 ) ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 82 ) ตารางที่ 3.1 ธรณีกาลและชื่อกลุ่มหินในประเทศไทย มหายุค ( Era ) ยุค ( Period ) อายุ ( ล้านปี ) กลุ่มหิน ( Groups ) ซีโนโซอิก ควอเทอร์นารี ( Quaternary ) 0-2.5 – ( Cenozoic ) นีโอจีน ( Neogene ) 2.5-23 กลุ่มหินกระบี่ พาลีโอจีน ( Paleogene ) 23-66 มีโซโซอิก ครีเทเชียส ( Cretaceous ) 66.4-145 ( Mesozoic ) จูแรสซิก ( Jurassic ) 145-201 กลุ่มหินโคราช ไทรแอสซิก ( Triassic ) 201-252 กลุ่มหินลำปาง พาลีโอโซอิก เพอร์เมียน ( permian ) 252-299 กลุ่มหินราชบุรี ( Paleozoic ) คาร์บอนิเฟอรัส ( carboniferous ) 299-359 ดีโวเนียน ( devonian ) 359-419 กลุ่มหินตะนาวศรี ไซลูเรียน ( silurian ) 419-444 ออร์โดวิเชียน ( ordovician ) 444-485 กลุ่มหินทุ่งสง แคมเบรียน ( cambrian ) 485-541 กลุ่มหินตะรุเตา พรีแคมเบรียน – เก่ากว่า 541 – ( precambrian ) ที่มา : ราชบัณฑิตยสถาน ( 2557 : 82 ) 39 3.1.2 ลักษณะภูมิอากาศในประเทศไทย ( 1 ) ลักษณะทั่วไปของภูมิอากาศในประเทศไทย ตามการจำแนกของภูมิอากาศ ประเทศไทยจัดว่ามีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ( Tropical Rainy Climate ) แม้ว่าระลอกอากาศเย็นจาก ประเทศจีนจะผ่านเข้ามาได้เป็นครั้งคราวในระหว่างฤดูหนาว แต่อุณหภูมิเฉลี่ยในแต่ละเดือนยังสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส สำหรับปริมาณฝนเปลี่ยนแปลงไปมาก จากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งและจากฤดู หนึ่งไปยังอีกฤดูหนึ่ง แต่โดยรวมแล้วปริมาณฝนที่ตกก็มีมากพอที่จะทำให้เกิดความชุ่มชื้นและมี พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าไม้หรือทุ่งหญ้าเขตร้อน ฝนส่วนใหญ่จะเกิดในรูปของฝนซู่หรือฝนฟ้าคะนอง ปริมาณเมฆจะมีมากที่สุดช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ส่วนมากมักเกิดตามบริเวณด้านหน้า ของภูเขาหรือด้านรับลม ส่วนด้านหลังของภูเขาหรือด้านอับลม มักปราศจากเมฆ ทัศนวิสัยโดยทั่วไปดี แต่อาจมีทัศนวิสัยเลวเกิดขึ้นได้บ้างในระยะสั้นๆ ไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง พายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้า ประเทศไทยจากทางทิศตะวันออกได้บ้าง แต่ก่อนที่จะถึงประเทศไทยจะผ่านภูเขาสูงในประเทศ เวียดนามและลาวส่งผลให้พายุอ่อนกำลังลง มีเพียงบางลูกที่พัดเข้าสู่ภาคใต้ของประเทศไทย ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 159 ) ( 2 ) ระบบลมมรสุม ภูมิอากาศของประเทศไทยขึ้นอยู่กับระบบของลมที่สำคัญ ซึ่งพัดตามฤดูกาล 2 ชนิด คือ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ( ภาพที่ 3.2 ) แต่ละชนิดมีสมบัติที่สำคัญ ดังนี้ ก. ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ มีความสัมพันธ์กับฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ โดยปกติลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะเริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมไปจนถึงกลางเดือน กุมภาพันธ์ แต่บางปีก็อาจเลยไปถึงกลางเดือนมีนาคม ช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นฤดูที่อากาศ ในประเทศไทยค่อนข้างแห้งแล้ง อุณหภูมิลดต่ำลงตั้งแต่ภาคเหนือจรดอ่าวไทย ท้องฟ้าค่อนข้างโปร่ง ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่ท้องฟ้าอาจมีเมฆมากและมีฝนตามชายฝั่ง ข. ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือจะมีลมตะวันตกเฉียงใต้ ปรากฏอยู่บริเวณแถบศูนย์สูตรเป็นบริเวณเกือบครึ่งรอบโลก ตั้งแต่บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก แถบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของทวีปแอฟริกา ไปทางตะวันออกจนถึงหมู่เกาะมาเรียนาในมหาสมุทร แปซิฟิกและทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ ลมนี้กำเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูงในซีกโลก ใต้ในมหาสมุทรอินเดียและทวีปออสเตรเลีย เมื่อพัดข้ามเส้นศูนย์สูตรจะเปลี่ยนเป็นลมตะวันตก เฉียงใต้ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนกันยายน ยกเว้น ภาคใต้เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและสิ้นสุดกลางเดือนตุลาคมในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย ส่งผลให้มี เมฆมากและมีฝน 40 ช่วงเวลาระหว่างลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เรียกว่า ช่วงเปลี่ยนฤดู เกิดขึ้นระหว่างกลางเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่ลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือที่แห้งแล้ง เริ่มเปลี่ยนเป็นลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ชุ่มชื้น เมื่อพื้นดินได้รับ ความร้อนจากรังสีดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้น เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ อากาศระยะนี้จึงร้อนอบอ้าว พอมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาก็เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างแรงในฤดูร้อน ภาพที่ 3.2 ระบบลมมรสุม ที่มา : ธรรมชาติมหัศจรรย์ ( 2561 ) ( 3 ) ฤดูกาล จากลักษณะภูมิอากาศตามภาคต่าง ๆ สามารถแบ่งฤดูกาลของ ประเทศไทยได้เป็น 3 ฤดู ดังต่อไปนี้ ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 161 ) ก. ฤดูฝน โดยปกติฤดูฝนในประเทศไทยจะเริ่มเมื่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดปกคลุมประเทศไทย คือ ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมและสิ้นสุดกลางเดือนตุลาคม เมื่อลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้ามาแทนที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ สำหรับภาคใต้ของประเทศไทยฝน จะเริ่มตกเร็วกว่าภาคอื่น ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ จำนวนวันที่มีฝนตก ณ สถานีหนึ่งๆ โดยเฉลี่ยราย เดือนตามข้อมูลคาบ 30 ปี ( พ.ศ.2524-2553 ) คือ ภาคเหนือ 15 วัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14 วัน ภาคกลาง 14 วัน ภาคตะวันออก 15 วัน ภาคใต้ฝั่งตะวันออก 13 วัน และภาคใต้ฝั่งตะวันตก 17 วัน ข. ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ในระยะนี้ลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย ทำให้อุณหภูมิลดลง อากาศจะหนาวเย็น ยกเว้นภาคใต้ที่ อุณหภูมิลดลงได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่อากาศไม่จะเย็นนัก และมีฝนตามชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป จำนวนวันที่มีฝนตก ณ สถานีหนึ่งๆ โดยเฉลี่ยราย เดือนตามข้อมูลคาบ 30 ปี ( พ.ศ.2524-2553 ) คือ ภาคเหนือ 4 วัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 วัน ภาคกลาง 4 วัน ภาคตะวันออก 6 วัน ภาคใต้ฝั่งตะวันออก 16 วัน และภาคใต้ฝั่งตะวันตก 14 วัน 41 ค. ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ในระยะนี้ ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนที่ผ่านเส้นศูนย์สูตรขึ้นไปทางซีกโลกเหนือ ดังนั้นพื้นดินจะสะสมความร้อนไว ้ และอุณหภูมิจะสูงขึ้น ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังอ่อนและค่อนข้างแปรปรวน ฝนโดยทั่วไป ยังคงน้อย ทำให้อากาศร้อนอบอ้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายนเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด ในช่วง เดือนนี้พายุฤดูร้อนเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เด่นชัดทางประเทศไทยตอนบน จนกระทั่งย่างเข้า เดือนพฤษภาคม ฝนเริ่มตกลงมาบ้าง ทำให้อากาศไม่ร้อนนัก แต่ทางภาคใต้อุณหภูมิจะต่ำกว่าภาคอื่น เนื่องจากอยู่ใกล้ทะเล จำนวนวันที่มีฝนตก ณ สถานีหนึ่งๆ โดยเฉลี่ยรายเดือนตามข้อมูลคาบ 30 ปี ( พ.ศ.2524-2553 ) คือ ภาคเหนือ 6 วัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 วัน ภาคกลาง 6 วัน ภาค ตะวันออก 7 วัน ภาคใต้ฝั่งตะวันออก 7 วัน และภาคใต้ฝั่งตะวันตก 10 วัน ( 4 ) ประเภทของภูมิอากาศในประเทศไทย ตามการแบ่งภูมิอากาศแบบเคิปเปน ( Koppen ) มี 2 ประเภท ดังนี้ ( ศุทธินี ดนตรี, 2554 : 132 ; วิทยา ปานะบุตร และวิสิทธิ์ โรจน์พจนรัตน์, 2556 : 165 ) ก. ภูมิอากาศแบบสะวันนา ( Savanna Climate-Aw ) หรือทุ่งหญ้าเขตร้อน มีฝนตก ปานกลาง มีฤดูฝนสั้น ประมาณ 3-4 เดือน และมีฤดูแล้งยาวนาน บริเวณที่มีภูมิอากาศแบบ Aw ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกตอนบน และภาคตะวันตก ข. ภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน ( tropical Monsoon Climate-Am ) หรือป่ามรสุม มีฝนตกชุกเกือบตลอดทั้งปี และมีฤดูแล้งสั้นๆ หรือที่เรียกว่า ฝน 8 แดด 4 พื้นที่ที่มีภูมิอากาศแบบนี้ คือ ภาคตะวันออกตอนล่าง ( จันทบุรี ตราด ) และภาคใต้ 3.2 ลักษณะทางกายภาพของภาคเหนือ ภาคเหนือ ประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่านแม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง และอุตรดิตถ์ 3.2.1 ลักษณะธรณีวิทยา ภาคเหนือมีลักษณะธรณีวิทยาค่อนข้างสลับซับซ้อน มีหินอายุแตกต่างกันมากตั้งแต่ มหายุคพรีแคมเบรียนจนถึงมหายุคซีโนโซอิก การที่หินมีอายุมากน้อยแตกต่างกันปรากฏให้เห็นอยู่บน พื้นผิวดินแสดงว่าในอดีตภาคเหนือเคยมีการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกอย่างรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง ทำให้พื้นที่บางส่วนถูกอัดดันยกตัวสูงขึ้นเป็นทิวเขาและภูเขา เกิดการสึกกร่อนพังทลายของหิน ในขณะที่บางส่วนทรุดตัวต่ำลงไปเป็นแอ่งแผ่นดิน เกิดการตกจมทับถมของโคลนตะกอน ซึ่งต่อมา กลายเป็นหินตะกอน นอกจากนี้ยังมีการไหลแทรกของหินหนืดจากใต้พื้นผิวโลกขึ้นมาแข็งตัวใน ระดับบนกลายเป็นหินอัคนี รวมทั้งทำให้หินที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนสภาพกลายเป็นหินแปร เนื่องจากได้รับ 42 ความร้อนหรือความกดดันสูงมาก ในภาคเหนือจึงมีทั้งหินตะกอน หินอัคนี และหินแปรที่มีอายุต่างกัน หินเหล่านี้มีความแข็งแกร่งไม่เท่ากัน บางชนิดสึกกร่อนผุพังได้ง่าย บางชนิดแข็งแกร่งทนทาน จึงเกิด เป็นลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกันไปตามสถานที่ต่าง ๆ ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 81 ) ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะธรณีวิทยากับลักษณะภูมิประเทศในภาคเหนือมีดังนี้ ( 1 ) ภูเขาหินแกรนิต ในภาคเหนือมีภูเขาหินแกรนิตปรากฏให้เห็นอยู่หลายแห่ง ส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิตที่เกิดขึ้นในยุคไทรแอสซิก ตอนต้นของมหายุคมีโซโซอิก บริเวณที่พบภูเขา หินแกรนิต ได้แก่ ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาถนนธงชัยด้านตะวันออก ทิวเขาผีปันน้ำด้านตะวันตก ทิวเขา เหล่านี้มีหินแกรนิตเป็นแกนอยู่ภายใน เมื่อหินชนิดอื่นที่เคยปกคลุมอยู่ข้างบน สึกกร่อนพังทลายหมด ก็จะเผยให้เห็นแกรนิตที่อยู่ข้างใต้ ลักษณะของภูเขาหินแกรนิต คือ มียอดโค้งมน ไม่หยักแหลมขรุขระ มักเป็นภูเขาสูง ( 2 ) ภูเขาหินปูน หินปูนในภาคเหนือ ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในยุคเพอร์เมียนตอนปลาย ของมหายุคพาลีโอโซอิก เรียกชื่อว่า กลุ่มหินราชบุรี ภูเขาหินปูนมีกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ หลายแห่ง เช่น ระหว่างอำเภอปายกับอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างอำเภอเชียง ดาวกับอำเภอฝาง และระหว่างอำเภอฮอดกับอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งบริเวณระหว่าง จังหวัดลำปางกับจังหวัดแพร่ ลักษณะของภูเขาหินปูน คือ มียอดหยักแหลมตะปุ่มตะป่ำ มีถ้ำขนาด ใหญ่ภายในภูเขาหรือใต้ดิน ( 3 ) เนินหินบะซอลต์ หินบะซอลต์เป็นหินอัคนีชนิดที่ไหลขึ้นมาแข็งตัวบนพื้นผิวโลก แตกต่างจากหินแกรนิตที่แข็งตัวในระดับลึกลงไป ในภาคเหนือมีบางบริเวณที่หินบะซอลต์ปรากฏให้ เห็นเป็นเนินเตี้ยๆ ซึ่งเป็นร่องรอยของภูเขาไฟในอดีต ที่เห็นได้ชัด คือ เนินเขาในอำเภอแม่ทะ อำเภอ สบปราบ จังหวัดลำปาง และอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เป็นหินบะซอลต์ในยุคนีโอจีนถึงพาลีโอจีน ( 4 ) แอ่ง ในภาคเหนือมีแอ่ง ( Basin ) ซึ่งเกิดจากการยุบตัวลงของเปลือกโลกหรือการ เลื่อนระดับของชั้นหิน อันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกในยุคนีโอจีนถึงพาลีโอจีน ภายใน แอ่งมีการตกจมทับถมของโคลนตะกอนในยุคควอเทอร์นารี ซึ่งเป็นยุคใหม่สุดปกคลุมอยู่ข้างบน ส่วน ชั้นล่างลงไปมีหินในยุคนีโอจีนถึงพาลีโอจีนรองรับอยู่ บางแห่งมีลิกไนซ์และน้ำมันสะสมอยู่แอ่งแผ่นดิน ในภาคเหนือมีพบกระจายอยู่หลายแห่งและเกิดเปนที่ราบลุ่มแม่น้ำแทรกสลับอยู่ในบริเวณทิวเขา ็ ในด้านธรณีวิทยาภาคเหนือจัดว่าเป็นบริเวณที่เปลือกโลกยังไม่สงบตัว มีรอยเลื่อน หลายแห่ง เช่น รอยเลื่อนแม่จัน รอยเลื่อนพะเยา รอยเลื่อนแม่ทา ซึ่งรอยเลื่อนบางแห่งเป็นรอยเลื่อน มีพลัง ( Active Fault ) จึงมีปรากฏการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อย ๆ นอกจากนี้ยังมีพุน้ำร้อนปรากฏ ตามที่ต่าง ๆ ด้วย 43 3.2.2 ลักษณะภูมิประเทศ ภาคเหนือมีลักษณะภูมิประเทศที่เด่นชัด คือ มีภูเขากระจายอยู่ทั่วไปทั้งภูมิภาค คิดเป็น 3 ใน 4 ของเนื้อที่ภาคเหนือทั้งหมด และมีภูเขาสูงเกิน 1,700 เมตร เกือบ 30 แห่ง โดย ภาคเหนือเป็นที่ตั้งของ 10 ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ดังแสดงในตารางที่ 3.2 ( วิทยา ปานะบุตร และวิสิทธิ์ โรจน์พจนรัตน์, 2556 : 172 ) ส่วนที่ราบลุ่มแม่น้ำกระจัดกระจายไม่ต่อเนื่อง ( ภาพที่ 3.3 ) ( 1 ) ทิวเขา ภาคเหนือ ประกอบด้วย ทิวเขาต่าง ๆ รวม 4 ทิวเขาเรียกชื่อว่า ทิวเขา แดนลาว ทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาผีปันน้ำ และทิวเขาหลวงพระบาง บางทิวเขามีแนวที่สลับซับซ้อน แบ่งเป็นทิวเขาย่อย ๆ หรือทิวเขาสาขาได้อีก ภูเขาในภาคเหนือส่วนใหญ่เกิดจากการบีบอัดตัวของ เปลือกโลก จึงทำให้หินคดโค้งโก่งตัวขึ้น จัดเป็นเขาที่เกิดจากการคดโค้งของหิน ( Folded Mountain ) มียอดค่อนข้างสูง ในระดับตั้งแต่ 1,200-2,500 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 83 ) สำหรับภูเขาที่สูงที่สุดในภาคเหนือและสูงที่สุดในประเทศไทย คือ ดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ความสูง 2,580 เมตร จากระดบทะเลปานกลาง ั ตารางที่ 3.2 อันดับภูเขาสูงของไทย อันดับ ชื่อภูเขา ชื่อเทือกเขา พื้นที่ตั้ง ( จังหวัด ) ความสูง ( เมตร ) 1 ดอยอินทนนท์ ถนนธงชัย เชียงใหม่ 2,580 2 ภูเมียง หลวงพระบาง อุตรดิตถ์ 2,300 3 ดอยผ้าห่มปก แดนลาว เชียงใหม่ 2,253 4 ดอยหลวงเชียงดาว ถนนธงชัย เชียงใหม่ 2,185 5 ภูสอยดาว หลวงพระบาง น่าน 2,100 6 ดอยโล หลวงพระบาง น่าน 2,077 7 ดอยหลวง หลวงพระบาง น่าน 2,069 8 ดอยผาโจ้ ผีปันน้ำ ลำปาง 2,012 9 ดอยช้าง ถนนธงชัย เชียงใหม่ 1,962 10 ดอยแม่ยะ ถนนธงชัย เชียงใหม่ 1,949 ที่มา : วิทยา ปานะบุตรและวิสิทธิ์ โรจน์พจนรัตน์ ( 2556 : 172 ) 44 ภาพที่ 3.3 ลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือ ที่มา : สุรัสสา เทพาพรสุวรรณ์ ( 2561 ) ( 2 ) ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ภาคเหนือ แบ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำออกเป็น 2 ประเภท คือ ที่ราบ หุบเขาแคบ ๆ เกิดจากแม่น้ำลำธารไหลกัดเซาะบริเวณภูเขา เป็นที่ราบผืนเล็ก ๆ กระจัดกระจายอยู่ ทั่วไป มีผู้คนเข้าไปตั้งถิ่นฐานในระดับหมู่บ้านและตำบล และที่ราบ ซึ่งเกิดขึ้นในแอ่งแผ่นดิน มีการ ทับถมของโคลนตะกอนเป็นบริเวณกว้างขวางและมีลำน้ำสายใหญ่ๆ ไหลผ่าน เกิดเป็นชุมชนระดับ เมือง อาทิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอเมืองลำพูน เป็นต้น แม่น้ำในภาคเหนือ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามระบบการไหลของแม่น้ำ คือ กลุ่มที่ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา กลุ่มที่ไหลลงแม่น้ำโขง และกลุ่มที่ไหล ลงแม่น้ำสาละวิน ก. กลุ่มแม่น้ำที่ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ แม่น้ำปิง มีต้นน้ำอยู่ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีเขื่อนภูมิพลหรือเขื่อนยันฮี ( ภาพที่ 3.4 ) กั้นลำน้ำ ก่อนไหลไปรวมกับแม่น้ำน่านที่ ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ความยาวรวม 715 กิโลเมตร ( วิทยา ปานะบุตร และวิสิทธิ์ โรจน์พจนรัตน์, 2556 : 173 ) แม่น้ำวัง มีต้นน้ำอยู่ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ไหลไปรวมกับแม่น้ำปิงที่อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ความยาวรวม 335 กิโลเมตร แม่น้ำยม มีต้นกำเนิดอยู่ในอำเภอปง จังหวัดพะเยา ไหลไปรวมกับแม่น้ำน่านที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ความยาวรวม 555 กิโลเมตร และแม่น้ำน่าน มีต้นน้ำอยู่ในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน มีเขื่อน สิริกิติ์หรือเขื่อนผาซ่อมกั้นลำน้ำ ก่อนไหลไปรวมกับแม่น้ำปิงที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ความยาว รวม 740 กิโลเมตร 45 ข. กลุ่มแม่น้ำที่ไหลลงแม่น้ำโขง ได้แก่ แม่น้ำกก มีต้นน้ำอยู่ในประเทศเมียนมาร์ ไหล ไปรวมกับแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ความยาวรวม 285 กิโลเมตร แม่น้ำรวก มีต้นน้ำอยู่ในประเทศเมียนมาร์ ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำสายที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จากนั้น ไหลไปลงแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บริเวณนั้นจึงมีชื่อว่าสบรวก ความยาวลำน้ำ เฉพาะในเขตประเทศไทยประมาณ 40 กิโลเมตร ( วิทยา ปานะบุตร และวิสิทธิ์ โรจน์พจนรัตน์, 2556 : 175 ) แม่น้ำอิง มีต้นน้ำอยู่ในอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ไหลไปลงแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ความยาวรวม 240 กิโลเมตร ค. กลุ่มแม่น้ำที่ไหลงแม่น้ำสาละวิน ได้แก่ แม่น้ำปาย มีต้นน้ำอยู่ในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไหลไปลงแม่น้ำสาละวินในเขตประเทศเมียนมาร์ ความยาวรวม 135 กิโลเมตร แม่น้ำยวม มีต้นน้ำอยู่ในอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไหลไปลงแม่น้ำเมยที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความยาวรวม 215 กิโลเมตร และแม่น้ำเมย มีต้นน้ำอยู่ในประเทศเมียนมาร์ ไหลไปลงแม่น้ำสาละวินที่อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความยาวรวม 365 กิโลเมตร 3.2.3 ลักษณะภูมิอากาศ บริเวณภูเขาภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้งตั้งแต่กลางเดือน ตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิสูงสุดกับ ต่ำสุดในรอบวัน ฤดูร้อน 11-17 องศาเซลเซียสและฤดูหนาว 11-15 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดอยู่ ในเดือนเมษายน ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ในเดือนธันวาคมและมกราคม อุณหภูมิสูงสุดที่เคยวัดได้ คือ 40 องศาเซลเซียส ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มีปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดทั้งปีมากกว่า 1,000 มิลลิเมตร ภาพที่ 3.4 เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ที่มา : นนท์ธิชัย จิตสุเมธ ( 2559 ) 46 3.3 ลักษณะทางกายภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เลย อุดรธานี สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ 1.3.1 ลักษณะธรณีวิทยา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะธรณีวิทยาที่ไม่ค่อยสลับซับซ้อน พื้นที่ส่วนใหญ่ ปกคลุมด้วยหินตะกอนในยุคจูแรสซิกและยุคครีเทเชียส เรียกชื่อว่า กลุ่มหินโคราช ประกอบด้วย หินทรายเป็นส่วนใหญ่ แต่มีชั้นของหินกรวดมนและหินดินดานปรากฏอยู่ในบางบริเวณ นอกจากนี้ มีชั้นของเกลือหินแทรกตัวอยู่ในหินตะกอนบางแห่งด้วย จากการศึกษาอายุของหินทำให้สันนิษฐานได้ ว่าในตอนปลายของมหายุคมีโซโซอิก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแอ่งแผ่นดินขนาดใหญ่บนทวีป มีตะกอนทับถมเป็นชั้นหนา บางช่วงเวลาแอ่งแผ่นดินนี้ยุบจมลงเป็นทะเลตื้น น้ำทะเลขังอยู่ในแอ่ง ต่อมาเกิดการระเหยตัวจึงกลายเป็นชั้นของเกลือหินแทรกอยู่ในหินตะกอนชนิดอื่น ๆ เมื่อถึงตอนต้น ของมหายุคซีโซอิกเกิดการบีบอัดตัวของเปลือกโลกจนเกิดเป็นทิวเขาต่าง ๆ ในภาคเหนือ ภาค ตะวันตก และภาคใต้ของประเทศ แอ่งแผ่นดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ได้รับความ กระทบกระเทือนด้วย เกิดการยกตัวสูงตามบริเวณขอบทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ของแอ่ง กลายเป็นทิวเขาเตี้ยๆ มีลักษณะเป็นผาชันหรือผาตั้ง ( Escarpment ) ซึ่งลาดชันมากด้านหนึ่งและ ค่อยๆ ลาดต่ำลงอีกด้านหนึ่ง ได้แก่ ทิวเขาเพชรบูรณ์ ทิวเขาดงพญาเย็น ทิวเขาสันกำแพง และทิวเขา พนมดงรัก ส่วนบริเวณภายในแอ่งมีลักษณะเป็นที่ราบอยู่สูงจากระดับทะเลปานกลาง 150-250 เมตร นอกจากนี้ยังมีการโก่งตัวของหินชั้นเปลือกโลกภายในแอ่งเป็นแนวยาวจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือไป ตะวันออกเฉียงใต้ทำให้เกิดทิวเขาเตี้ยๆ ภายในแอ่ง เรียกว่า ทิวเขาภูพาน แอ่งแผ่นดินของภาค ตะวันออกเฉียงเหนือจึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ แอ่งสกลนคร ทางทิศเหนือ และแอ่งโคราช ทาง ทิศใต้ ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 87 ) จากการที่บริเวณขอบของแอ่งแผ่นดินถูกยกตัวสูงจนเป็นผาชัน ทำให้บริเวณทิวเขา เพชรบูรณ์ ดงพญาเย็น สันกำแพง และพนมดงรัก มีหินตะกอนในยุคเพอร์เมียนและยุคไทรแอสซิก ที่ชื่อว่า กลุ่มหินราชบุรีและกลุ่มหินลำปาง กระจายตัวอยู่ทั่ว นอกจากนี้ยังพบหินอัคนีแทรกอยู่ บางบริเวณ เป็นหินบะซอลต์ในยุคนีโอจีนถึงพาลีโอจีน พบที่จังหวัดเลย จังหวัดชัยภูมิ จังหวัด นครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีเนินเขาซึ่งเป็นซากของภูเขาไฟในอดีตปรากฏให้เห็นชัดเจน 3 แห่ง คือ เขาพนมรุ้ง ภูอังคาร และ เขากระโดง 47 1.3.2 ลักษณะภูมิประเทศ เนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบในระดับ ความสูง 150-250 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง โดยมีทิวเขาเป็นขอบกั้นแยกจากภาคกลางและ ภาคตะวันออกชัดเจน จึงมักเรียกลักษณะภูมิประเทศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยภาพรวมว่า ที่ราบสูงโคราช ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ทิวเขาและแอ่งที่ราบ ( ภาพที่ 3.5 ) ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 88 ) ( 1 ) ทิวเขา ประกอบด้วย ทิวเขาที่อยู่ขอบของภาค ได้แก่ ทิวเขาเพชรบูรณ์ ทิวเขา ดงพญาเย็น ทิวเขาสันกำแพง และทิวเขาพนมดงรัก และทิวเขาที่อยู่ตอนในของภาค ได้แก่ ทิวเขา ภูพาน สำหรับภูเขาที่สูงที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ตั้วโค่ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ความสูง 1,752 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ( 2 ) แอ่งที่ราบ ประกอบด้วย แอ่งสกลนคร แอ่งโคราช และที่ราบลุ่มแม่น้ำเลย ก. แอ่งสกลนคร อยู่ตอนเหนือของทิวเขาภูพาน มีแม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำสงคราม มีต้นน้ำอยู่ที่เส้นแบ่งเขตอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร กับอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ไหลไปลงแม่น้ำโขงที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ความยาวรวม 420 กิโลเมตร ข. แอ่งโคราช เป็นแอ่งที่ราบขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 ของภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ทางตอนใต้ของทิวเขาภูพาน ภายในแอ่งมีแม่น้ำชี แม่น้ำสายที่ยาวที่สุดใน ประเทศไทย มีต้นน้ำอยู่ที่อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ก่อนไหลไปรวมกับแม่น้ำมูลที่เส้นแบ่งเขต อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ กับอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ความยาวรวม 765 กิโลเมตร มีเขื่อนกั้นลำน้ำสาขาของแม่น้ำชี ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น กั้นลำน้ำพอง เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ กั้นลำน้ำพรม และแม่น้ำมูล มีต้นน้ำอยู่ที่อำเภอปักธงชัย จังหวัด นครราชสีมา มีเขื่อนปากมูลกั้นลำน้ำ ก่อนไหลไปลงแม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ความยาวรวม 641 กิโลเมตร ( วิทยา ปานะบุตร และวิสิทธิ์ โรจน์พจนรัตน์, 2556 : 178 ) ค. ที่ราบลุ่มแม่น้ำเลย ในจังหวัดเลยมีที่ราบลุ่มแม่น้ำอยู่บริเวณตอนกลางของจังหวัด แม่น้ำที่ไหลผ่าน คือ แม่น้ำเลย มีต้นน้ำอยู่ทางตอนใต้ของอำเภอภูเรือ ไหลไปลงแม่น้ำโขงที่อำเภอ เชียงคาน จังหวัดเลย ความยาวรวม 130 กิโลเมตร 3.3.3 ลักษณะภูมิอากาศ บริเวณภูเขาและแอ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นและ แห้งแล้ง ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ความแตกต่าง ระหว่างอุณหภูมิสูงสุดกับต่ำสุดในรอบวัน ฤดูร้อน 11-17 องศาเซลเซียสและฤดูหนาว 11-15 องศา เซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดอยู่ในเดือนเมษายน ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ในเดือนธันวาคมและมกราคม 48 อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยวัดได้อยู่ที่จังหวัดสกลนคร -1.4 องศาเซลเซียส นับเป็นสถิติของอุณหภูมิที่ ต่ำที่สุดในประเทศไทย มีปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดทั้งปีมากกว่า 1,000 มิลลิเมตร ภาพที่ 3.5 ลักษณะภูมิประเทศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มา : ชินวัตร คำมีรักษ์ ( 2561 ) 3.4 ลักษณะทางกายภาพของภาคกลาง ภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานครและอีก 21 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนครปฐม 3.4.1 ลักษณะธรณีวิทยา ภาคกลางเป็นแอ่งแผ่นดินขนาดใหญ่ที่เกิดจากการเลื่อนทรุดตัวลงของหินเปลือกโลก ในตอนต้นยุคนีโอจีนถึงพาลีโอจีน แอ่งแผ่นดินนี้มีสันนูนขวางเป็นแนวยาวอยู่ตอนกลางของแอ่ง ทำให้เกิดเป็นแอ่งย่อย 2 แอ่งแยกออกจากกัน คือ แอ่งพิษณุโลก ทางทิศเหนือ และแอ่งเจ้าพระยา ทางทิศใต้ สันนูนที่แบ่งทั้งสองแอ่งย่อย ปัจจุบันปรากฏให้เห็นเป็นแนวภูเขาเตี้ยๆ เรียงรายจาก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ถึงอำเภอ โคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ภายในแอ่งแผ่นดินทั้ง 2 มีตะกอนทับถมกันเป็นชั้นหนา ประกอบด้วย ชั้นของทรายและดินเหนียว มีอายุตั้งแต่ยุคนีโอจีนจนถึงยุคควอเทอรนารี ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2557 : 85 ) 49 ทิศตะวันตกและทิศตะวันออกของแอ่งแผ่นดินในภาคกลางเป็นทิวเขาและสันเขาที่ กั้นภาคกลางออกจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตก ดังนั้นบริเวณขอบของภาคกลางจึงมี ภูเขาและเนินเขาตั้งอยู่กระจัดกระจาย ส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูนในยุคเพอร์เมียน รวมทั้งมีหินอัคนี และหินแปรแทรกอยู่ ที่เห็นได้ชัด คือ ทางด้านทิศตะวันตกของจังหวัดสุโขทัย จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดอุทัยธานี และทางด้านทิศตะวันออกของจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี และ จังหวัดเพชรบูรณ์ 3.4.2 ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เป็นบริเวณที่ราบที่ใหญ่ที่สุด ของประเทศ สามารถแบ่งลักษณะภูมิประเทศของภาคกลางออกเป็น 3 เขตย่อย คือ ที่ราบภาคกลาง ตอนบน ที่ราบภาคกลางตอนล่าง และบริเวณขอบของที่ราบภาคกลาง ( ภาพที่ 3.6 ) ( 1 ) ที่ราบภาคกลางตอนบน ตั้งแต่จังหวัดสุโขทัยและจังหวดพิษณุโลกลงมาถึงจังหวัด ั นครสวรรค์ ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบลอนลาด ( Undulating Plain ) คือ เป็นที่ราบ สลับกับเนินหรือภูเขาขนาดเล็ก มีที่ราบน้ำท่วมถึง ( Floodplain ) เป็นบริเวณแคบ ๆ ริม 2 ฝั่งน้ำ และ มีตะพักลำน้ำ ( River Terrace ) ปรากฏเป็นหลายระดับ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนระดับฐานการ กัดเซาะของแม่น้ำมาแล้วหลายครั้งในอดีต แม่น้ำที่ไหลผ่านที่ราบภาคกลางตอนบน คือ แม่น้ำปิง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน ซึ่งไหลไปรวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ ( 2 ) ที่ราบภาคกลางตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงไปถึงอ่าวไทย เรียกอีกชื่อว่า ทุ่งราบเจ้าพระยา มีลักษณะเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง มีแม่น้ำลำคลองไหลตัดผ่านพื้นที่เป็นโครงข่ายอย่าง กว้างขวาง โดยมีลานตะพักลำน้ำและสันดินริมน้ำ ( Levee ) ปรากฏอยู่เป็นตอนๆ แม่น้ำที่ไหลผ่าน ที่ราบภาคกลางตอนล่าง คือ แม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มต้นจากจุดที่แม่น้ำปิงกับแม่น้ำน่านบรรจบกันที่ ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ( ภาพที่ 3.7 ) มีเขื่อนเจ้าพระยากั้นลำน้ำที่ จังหวัดชัยนาท ก่อนไหลไปทางทิศใต้จนลงอ่าวไทยที่อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ความยาวรวม 370 กิโลเมตร แม่น้ำสะแกกรัง มีต้นน้ำอยู่ที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ไหลไป ลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลท่าซุง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ความยาวรวม 180 กิโลเมตร แม่น้ำท่าจีน ไหลแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่เส้นแบ่งเขตอำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี กับอำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท มีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ที่แม่น้ำไหลผ่าน อาทิ คลองมะขามเฒ่า แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำนครชัยศรี แล้วไหลลงอ่าวไทยที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ความยาวรวม 315 กิโลเมตร แม่น้ำน้อย ไหลแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอ เมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท ไหลไปลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ความยาวรวม 145 กิโลเมตร แม่น้ำลพบุรี ไหลแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ไหลไปลงแม่น้ำป่าสักที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ความยาว 50 รวม 85 กิโลเมตร และแม่น้ำป่าสัก มีต้นน้ำอยู่ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย มีเขื่อนกั้นลำน้ำที่เส้นแบ่ง ระหว่างอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ก่อนไหลไปลงแม่น้ำ เจ้าพระยาที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ความยาวรวม 510 กิโลเมตร ส่วนใหญ่ที่ราบภาคกลางตอนล่างตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำ นอกจากนี้ยังมีเมืองที่ตั้งอยู่ บริเวณปากแม่น้ำอยู่ 3 เมือง คือ เมืองสมุทรปราการตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา เมืองสมุทรสาคร ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำท่าจีน และเมืองสมุทรสงครามตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำแม่กลอง ( 3 ) บริเวณขอบของที่ราบภาคกลาง ด้านตะวันตกและด้านตะวันออกของภาคกลางมี ภูมิประเทศเป็นที่ราบสลับกับภูเขา เนื่องจากเป็นเขตเชื่อมต่อกับทิวเขาและสันเขาที่เป็นแนวแบ่งเขต ภาคกลางออกจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตก มีภูเขาหินปูนกระจัดกระจายอยู่ทั่ว บางแห่งมีหินอัคนีประเภทหินภูเขาไฟและหินแปร เช่น หินอ่อน ปรากฏอยู่เป็นหย่อมๆ ทำให้มีการทำ เหมืองหินที่ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างในหลายจังหวัด เช่น จังหวัดสุโขทัย จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัด สระบุรี สำหรับภูเขาที่สูงที่สุดในภาคกลางอยู่ที่อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ความสูง 1,890 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ภาพที่ 3.6 ลักษณะภูมิประเทศของภาคกลาง ที่มา : Intirasites ( 2561 )

SEE ALSO  การ ทำตาสองชั้น วิธีต่างๆในปัจจุบัน ข้อดี-ข้อเสีย - inz-clinic

Read more: Have V1 V2 V3 V4 V5 Base Form, Past Simple, Past Participle Form of Have

SEE ALSO  Irritable Bowel Syndrome (IBS) | Bangkok Hospital

future Book

[ DOWNLOAD ] ⚡PDF✔ DARK PSYCHOLOGY AND MANIPULATION : All You Need to Know about Influencing People With Persuasion, NLP, and Mind Control

generator : https://usakairali.com
Category : Nutrition

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

https://aariwork.in/wp-includes/article/ https://www.escapefromwatchtower.com/slot-online/ https://thebakersavenue.com/wp-includes/slot-online/ https://www.antiquavox.it/live22-indonesia/ https://ogino.co.uk/wp-includes/slot-gacor/ https://www.amarfoundation.org/slot-gacor/