วิหารซุพเพอร์กา ( Basilica di Superga ) ใกล้เมืองตูริน ประเทศอิตาลี โดย ฟิลิโป คูวารา ( Filippo Juvarra ) สถาปัตยกรรมบาโรก ( อังกฤษ : Baroque architecture ) เป็นคำที่บรรยายลักษณะสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เริ่มราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่ ประเทศอิตาลี เป็นสถาปัตยกรรมที่บ่งถึงความหรูหราโอ่อ่าและความมีอำนาจของสถาบัน คริสต์ศาสนา และการปกครอง และจะเน้นเรื่องแสง สี เงา และคุณค่าของ ประติมากรรม ขณะที่ สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์ จะเน้นความมั่งคั่งและอำนาจของราชสำนักอิตาลี และประสมประสานศิลปะศาสนาและศิลปะทางโลก สถาปัตยกรรมบาโรกเมื่อเริ่มแรกเป็นสถาปัตยกรรมที่มาจากปฏิกิริยาต่อ การปฏิรูปศาสนาของนิกายโปรเตสแตนต์ ซึ่งเป็นกระบวนการของสถาบัน คาทอลิก ต่อต้านการปฏิรูปดังกล่าว โดยการปฏิรูปภายในสถาบันคาทอลิกเอง การประชุมสังคายนาที่เมืองเทร้นต์ ระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1545 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1563 เป็นเหตุการณ์ที่ถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “ การปฏิรูปศาสนาของนิกายโรมันคาทอลิก ” ฉะนั้นสถาปัตยกรรมแบบบาโรกจึงนอกจากจะเป็นการแสดงออกทางอารมณ์แล้วยังเป็นการแสดงความมั่งคั่งและความมีอำนาจของสถาบันศาสนานิกายโรมันคาทอลิกอีกด้วย นอกจากนั้นสถาปัตยกรรมแบบบาโรกยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มความเชื่อถือและความศรัทธาในศาสนาโดย คณะเธียไทน์ ( Theatines ) และ คณะเยซูอิด ( Jesuits ) ซึ่งเป็นคณะในนิกายโรมันคาทอลิก จนกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 สถาปัตยกรรมแบบบาโรกก็เริ่มมาอิทธิพลต่อการก่อสร้างชนิดอื่นเช่นพระราชวังโดยเริ่มที่ประเทศฝรั่งเศส เช่นที่ปราสาทเมซองส์ ( Château de Maisons ) ( ค.ศ. 1642 ) ใกล้ ปารีส ออกแบบโดย ฟรองซัว มองซาร์ ( François Mansart ) และเผยแพร่ไปสู่ประเทศอื่นๆในยุโรป

สิ่งก่อสร้างแบบ โรมัน โดย ไมเคิล แอนเจโล โดยเฉพาะ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ที่กรุง โรม ถือว่าเป็นที่มาของสถาปัตยกรรมแบบบาโรกเพราะเป็นการออกแบบสิ่งก่อสร้างใหญ่ที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่ไม่เคยทำกันมาก่อน จาโคโม เดลลา พอร์ตา ผู้เป็นลูกศิษย์ของมีเกลันเจโลใช้ลักษณะเดียวกันนี้ต่อมา โดยเฉพาะด้านหน้าของ วัดเจซู ของ คณะเยซูอิด ซึ่งเป็นบทนำของหน้า วัดซานตาซูซานนา ( Santa Susanna ) โดย คาร์โล มาเดอร์โน ซึ่งถือกันว่าเป็นหน้าวัดที่สำคัญสำหรับสมัยบาโรกตอนต้น พอมาถึง คริสต์ศตวรรษที่ 17 สถาปัตยกรรมแบบบาโรกก็เผยแพร่ไปทั่วยุโรปและ ลาตินอเมริกา โดยนักบวชเยซูอิดที่เดินทางไปเผยแพร่ศาสนา ลักษณะสำคัญๆของสถาปัตยกรรมบาโรกก็ได้แก่
แม้เราจะเห็นว่าสถาปัตยกรรมบาโรกเป็นสถาปัตยกรรมของยุโรปแต่เราต้องไม่ลืมว่าสถาปัตยกรรมบาโรกเกิดขึ้นขณะที่ยุโรปกำลังขยายอาณานิคมฉะนั้นการก่อสร้างจึงมีอิทธิพลไปถึงประเทศในอาณานิคมของยุโรปด้วย ปัจจัยสำคัญในการขยายอาณานิคมก็คือการมีรัฐบาลที่มั่นคงและมีอำนาจเช่น ประเทศฝรั่งเศส หรือ ประเทศสเปน ซึ่งเป็นสองประเทศแรกที่ริเริ่มการขยายตัวในทางนี้ [ 1 ] อาณานิคมเพิ่มความมั่งคั่งให้กับเจ้าของจากทั้งเงินซึ่งขุดจากเหมืองเช่นที่ ประเทศโบลิเวีย หรือ ประเทศเม็กซิโก และประเทศอื่นๆ และทางการค้าขายสินค้าเช่นน้ำตาลหรือยาสูบ ฉะนั้นจึงเป็นผลให้มีความจำเป็นในการควบคุมเส้นทางการค้าขาย สร้างระบบการซื้อขายแบบผูกขาด และการค้าขายทาสเพื่อใช้เป็นแรงงานในประเทศอาณานิคม ระบบต่างเหล่านี้ส่วนใหญ่จะควบคุมโดยประเทศฝรั่งเศสระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 สิ่งต่างๆเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดมีสงครามระหว่างมหาอำนาจอาณานิคม เช่น “ สงครามศาสนาของฝรั่งเศส ” “ สงครามสามสิบปี ” ระหว่างปี ค.ศ. 1618 ถึงปี ค.ศ.1648 “ สงครามฝรั่งเศส-สเปน ” และ “ สงครามเนเธอร์แลนด์ ” ระหว่างปี ค.ศ. 1672 ถึงปี ค.ศ.1678 และอื่นๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ประเทศสเปนประสบความล้มเหลวในการบริหารทรัพย์สินที่ได้จากอาณานิคมทำให้ต้องล้มละลาย และต้องใช้เวลาในฟี้นตัวจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ฉะนั้นถึงแม้ว่าสเปนจะเต็มใจยอมรับสถาปัตยกรรมบาโรก แต่ก็ทำได้เพียงผิวเผินเพราะขาดปัจจัย ซึ่งแตกต่างจากประเทศฝรั่งเศสหรือออสเตรียที่เราจะเห็นการก่อสร้างวังใหญ่โตและสำนักสงฆ์กันอย่างแพร่หลายกันในระยะเวลาเดียวกัน ตรงกันข้ามกับสเปนฝรั่งเศสภายใต้การนำของ ฌอง แบ๊ปติสต์ โคลแบร์ ( Jean Baptiste Colbert ) รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ระหว่างปี ค.ศ. 1619 ถึงปี ค.ศ. 1683 โคลแบร์นำการอุตสาหกรรมเข้ามาปรับปรุงเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ฝรั่งเศสได้ผลประโยชน์อย่างเต็มที่ อันเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมและสิ่งก่อสร้างและศิลปะ แต่สิ่งที่มากับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจก็คือภาวะเงินเฟ้อซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดมาก่อน พูดง่ายๆ คือคนรวยก็รวยมากขึ้นคนจนก็จนลง เช่นจะเห็นได้จากกรุงโรมที่มีชื่อเสียงว่ามีวัดหรูหรามากมายแต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยขอทาน [ 2 ] ผังวัดซานคาร์โลอัลเลอควอโตรฟอนทาเน โดย บอโรมินิ สถาปัตยกรรมบาโรกเริ่มมาจากสถาปัตยกรรมในอิตาลีเช่นบาซิลิกา สิ่งก่อสร้างชิ้นแรกที่แยกตัวมาจากลักษณะ แมนเนอริสม์ คือวัดซานตาซูซานนาซึ่งออกแบบโดย คาร์โล มาเดอร์โน จังหวะการวางโครงสร้างของเสา โถงกลาง และ การตกแต่งภายในทำให้สิ่งก่อสร้างเพิ่มความซับซ้อนขึ้น และการริเริ่มความมีลูกเล่นภายในกฎของโครงสร้างแบบคลาสสิก สถาปัตยกรรมบาโรกจะเน้นความยืดหยุ่น ความต่อเนื่อง และ ความเป็นนาฏกรรมของสิ่งก่อสร้างซึ่งจะเห็นได้จากผลงานวัดซานลูคาและซานตามาร์ตินา ( San Luca e Santa Martina ) และวัดซานตามาเรียเดลลาพาเซ [ 1 ] ( Santa Maria della Pace ) โดย เปียโตร ดา คอร์โตนา ( Pietro da Cortona ) ที่สร้างเมื่อ ปี ค.ศ. 1656 โดยเฉพาะด้านหน้าวัดซานตามาเรียเดลลาปาเซซึ่งเป็นโค้งยื่นออกไปสู่จัตุรัสแคบๆหน้าวัด ทำให้เหมือนฉากโรงละคร การผสมผสานลักษณะศิลปะโรมันเข้าไปในสมัยนี้ทำให้มีสิ่งก่อสร้างมีลักษณะสง่าเป็นที่เห็นได้ชัดจาก ภูมิทัศน์เมือง รอบสิ่งก่อสร้าง ตัวอย่างของสิ่งก่อสร้างตามลักษณะนี้คือลาน/จัตุรัสหน้า มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ที่กรุงโรม ออกแบบโดย จานลอเรนโซ เบร์นินี ระหว่างปี ค.ศ. 1656 ถึงปี ค.ศ. 1667 ซึ่งถือกันว่าเป็นงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมบาโรกที่เพิ่มความเด่นชัดของภูมิทัศน์เมืองโรม ตัวจัตุรัสเป็นซุ้มโค้งสองด้าน ( colonnades ) รอบลานกลางทรง trapezoidal เพราะความใหญ่โตและรูปทรงของจัตุรัสที่ดึงเข้าไปสู่ด้านหน้ามหาวิหาร ทำให้ผู้ที่เดินเข้ามาในจัตุรัสมีความรู้สึกเกรงขามหรือทึ่ง ผังที่เบร์นินีเองชอบคือวัดรูปไข่ซานอันเดรียอาลควินาลเล ( Sant’Andrea aluminum Quirinale ) ที่ออกแบบเมื่อปี ค.ศ. 1658 ซึ่งมีแท่นบูชาตระหง่านและโดมสูงเป็นตัวอย่างที่แสดงหัวใจของสถาปัตยกรรมแบบบาโรกได้อย่างกะทัดรัด ตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแบบบาโรกสำหรับที่อยู่อาศัยของเบร์นินีก็ได้แก่วังบาร์เบรินี ( Palazzo Barberini ) ออกแบบเมื่อปี ค.ศ. 1629 และวังชิจิ ( Palazzo Chigi-Odescalchi ) ออกแบบเมื่อปี ค.ศ. 1664 คู่แข่งคนสำคัญของเบร์นินีที่โรมคือ ฟรานเซสโก บอโรมินิ ซึ่งงานของเขาจะแยกแนวไปจากการจัดองค์ประกอบตามสถาปัตยกรรมแบบแผนโบราณและสถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นอย่างมาก สถาปัตยกรรมของบอโรมินิจะหนักไปทางนาฏกรรมมากกว่าแบบแผนเดิมซึ่งในภายหลังถือว่าเป็นการปฏิวัติทางสถาปัตยกรรมหลังจากที่ถูกโจมตีในคริสต์ศตวรรษที่ 16 บอโรมินินิยมใช้การจัดรูปแบบจากรูปทรงเรขาคณิตต่างๆ อย่างซับซ้อน ช่องว่างภายในของจะขยายออกหรือหดตัวตามที่บอโรมินิจะจัดซึ่งมาเชื่อมต่อกับลักษณะการออกแบบระยะต่อมาโดย มิเกลันเจโล ผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของบอโรมินิคือวัดซานคาร์โลอัลเลอควอโตรฟอนทาเน ( San Carlo alle Quattro Fontane ) ซึ่งจะเห็นได้จากผังที่เป็นรูปไข่และการเล่นโค้งเว้าโค้งนูน ผลงานระยะต่อมาที่วัดซานอิโวอัลลาซาพิเอ็นซา [ 2 ] ( Sant’Ivo alla Sapienza ) บอโรมินิหลีกเลี่ยงการใช้ผืนผิวเรียบที่ไม่มีการตกแต่งโดยการเติมสิ่งต่างจะเห็นได้จากโดมจุกคอร์กทรงตะเกียงบนหลังคาวัด หลังจากบอโรมินิเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1640 คาร์โล ฟอนตานา ( Carlo Fontana ) ก็กลายมาเป็นสถาปนิกที่มีอิทธิพลมากที่สุดในกรุงโรม ลักษณะผลงานระยะแรกจะเห็นได้จากฟาซาด ( Façade ) ที่โค้งเว้าเล็กน้อยด้านหน้าวัดซานมาร์เชลโลอาลคอร์โซ [ 3 ] ( San Marcello al Corso ) ลักษณะงานของฟอนทานา — ถึงแม้ว่าจะขาดความแปลกใหม่เหมือนสถาปนิกรุ่นเดียวกัน — แต่ก็มีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมแบบบาโรกมากจากงานมากมายที่เขาเขียนและสถาปนิกที่ฟอนทานาฝึก ซึ่งเป็นกลุ่มที่เผยแพร่ลักษณะบาโรกไปทั่วยุโรปตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 18 คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นศตวรรษที่เมืองหลวงของสถาปัตยกรรมแบบบาโรกย้ายจากโรมไป ปารีส สถาปัตยกรรมแบบ โรโคโค ที่รุ่งเรืองที่โรมราวปี ค.ศ. 1720 เป็นต้นมาเป็นสถาปัตยกรรมที่มีอิทธิพลอย่างมากมาจากความคิดของบอโรมินิ สถาปนิกที่มีชื่อที่สุดในกรุงโรมสมัยนั้นก็มีฟรานเชสโก เดอ ซองตีส์ ( Francesco de Sanctis ) ผู้สร้าง บันไดสเปน เมื่อปี ค.ศ. 1723 และ ฟิลิปโป รากุซซินิ ( Filippo Raguzzini ) ผู้สร้างจัตุรัสเซ็นต์อิกนาซิโอ เมื่อ ค.ศ. 1727 ) สถาปนิกสองคนนี้มีอิทธิพลเฉพาะในอิตาลี ไม่เช่นสถาปนิกบาโรกซิซิลีรวมทั้งจิโอวานนี บัททิสตา วัคคารินิ ( Giovanni Battista Vaccarini ) อันเดรีย พาลมา ( Andrea Palma ) และจุยเซ็พพี เวนาซิโอ มาร์วูเกลีย ( Giuseppe Venanzio Marvuglia ) ที่มีอิทธิพลนอกเหนือจากอิตาลี สถาปัตยกรรมบาโรกช่วงหลังในอิตาลีจะเห็นได้จากวังคาเซอร์ตา [ 4 ] ( Caserta Palace ) โดยลุยจิ แวนวิเทลลิ ( Luigi Vanvitelli ) ซึ่งว่ากันว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นลักษณะที่มีอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมบาโรกของฝรั่งเศสและสเปน ตัวอาคารวางเข้ากันกับสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ลักษณะของสิ่งก่อสร้างของแวนวิเทลลิที่ เนเปิลส์ และคาเซอร์ตาเป็นแบบที่ค่อนข้างเรียบแต่ก็รักษาความสวยงามไว้ซึ่งเป็นลักษณะที่เอื้อต่อการวิวัฒนาการไปเป็น สถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิก ในสมัยต่อมา
ด้านหน้าวังคาริยาโน โดย ฟรานเซสโก บอโรมินิ ทางภาคเหนือของอิตาลีเจ้านาย ราชวงศ์ซาวอย ทรงนิยมสถาปัตยกรรมบาโรกจึงจ้าง กัวริโน กัวรินี ฟิลิปโป จูวาร์รา ( Filippo Juvarra ) และ เบอร์นาร์โด วิทโทเน ( Bernardo Vittone ) ในการสร้างสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงอำนาจทางการเมืองที่ราชวงศ์นี้เพิ่งได้รับมา กัวรินีเดิมเป็นพระใช้ความชำนาญทางสถาปัตยกรรมกอธิคเดิมเป็นพื้นฐานในการสร้างสิ่งก่อสร้างที่รูปทรงไม่สมมาตร โดยการใช้เสารูปใข่หรือการทำ ด้านตกแต่ง ( Façade ) ที่ผิดแปลกไปจากจากที่เคยทำกันมา โดยสร้างลักษณะที่เรียกกันว่า “ architectura obliqua ” ซึ่งนำมาจากลักษณะของ ฟรานเซสโก บอโรมินิ ทั้งรูปทรงและโครงสร้าง วังคาริยาโน ( Palazzo Carignano ) ที่กัวรินีสร้างเมือปี ค.ศ. 1679 ถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่หรูหราที่สุดในการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ลักษณะสิ่งก่อสร้างของฟิลิปโป จูวาร์ราจะดูเบาเหมือนลอยได้ซึ่งเป็นลักษณะที่พบใน ศิลปะแบบโรโคโค งานออกแบบชิ้นที่สำคัญที่สุดเป็นงานที่ทำให้กับวิคทอร์ อามาเดอุสที่ 2 แห่งซาร์ดิเนีย ทัศน์ศิลป์ของบาซิลิกาซุเพอร์กาที่จูวาร์ราสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1717 มีอิทธิพลมาจากตึกเด่นๆ และเนินเขาบริเวณตูริน ตัวบาซิลิกาเองตั้งเด่นอยู่บนเขาเหนือตัวเมืองซึ่งเป็นลักษณะที่มีอิทธิพลต่อการสร้างบ้านพักล่าสัตวฺ์ สำหรับวังสตูปินยิ ( Palazzina di Stupinigi ) เมื่อปี ค.ศ. 1729 งานของจูวาร์รามีอิทธิพลนอกเหนือไปจากบริเวณ ตูริน ซึ่งจะเห็นได้จากงานสุดท้ายที่ทำคือพระราชวังลากรานฮา [ 5 ] ( La Granja ) ที่ มาดริด ประเทศสเปน สำหรับพระเจ้าฟิลลิปที่ 5 แห่งสเปน และพระราชวังอรานฮูซ [ 6 ] ( Palacio Real de Aranjuez ) แต่ผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากกัวรินี และจูวาร์รามากที่สุดเห็นจะเป็นเบอร์นาร์โด วิทโทเน สถาปนิกชาว พีดมอนท์ ผู้สร้างวัดแบบโรโคโคไว้มาก ผังจะเป็นสี่กลีบและใช้รายละเอียดมากในการตกแต่ง แบบของวิทโทเนจะซับซ้อนเป็น เพดานโค้ง ซ้อนกันหลายชั้น โครงสร้างซ้อนโครงสร้าง และโดมซ้อนโดม
โวเลอวิคองเทใกล้ปารีสโดยหลุยส์ เลอ โว และ อันเดร เลอ โนเตรอ เมื่อ ค.ศ.1661 เลออินแวลีด ( Les Invalides ) ที่ปารีส โดยจุลส์ อาร์ดวง มองซาร์ ค.ศ. 1676 ศูนย์กลางของ สถาปัตยกรรมบาโรก สำหรับที่อยู่อาศัยก็เห็นจะต้องเป็น ประเทศฝรั่งเศส การออกแบบวังมักเป็นผังแบบสามปีกรูปเกือกม้าที่เริ่มทำกันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 แต่สิ่งก่อสร้างที่มีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมบาโรกที่แท้จริงคือ วังลักเซมเบิร์กซึ่งออกแบบโดย ซาโลมง เดอ โบรส ที่เป็นลักษณะไปทางคลาสสิกซึ่งเป็นลักษณะบาโรกของฝรั่งเศส หลักการจัดองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้างก็จะให้ความสำคัญกับบริเวณหลักเช่นห้องรับรอง เป็น “ เอกมณฑล ” ( Corps de logis ) หรือบริเวณสำคัญที่สุด การจัดลักษณะนี้เริ่มทำกันเป็นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศส ขณะที่ห้องทางปีกที่ใกลออกไปจากห้องหลักจะค่อยลดความสำคัญลงไปตามลำดับ หอแบบ ยุคกลาง มาแทนที่ด้วยมุขที่ยื่นออกมาตรงกลางสิ่งก่อสร้างซึ่งอาจจะเป็นประตูมหึมาสามชั้นเป็นต้น งานของเดอ โบรสเป็นงานผสมระหว่างลักษณะแบบฝรั่งเศส ( สูงลอย หลังคาแมนซารด์ [ 7 ] ( Mansard ) และหลังคาที่ซับซ้อน ) กับลักษณะแบบอิตาลีที่คล้ายกับ วังพิตติ [ 8 ] ที่ ฟลอเรนซ์ ทำให้กลายมาเป็นลักษณะที่เรียกว่า “ ลักษณะหลุยส์ที่ 13 ” ผู้ที่ใช้ลักษณะนี้ได้ดีที่สุดก็เห็นจะเป็น ฟรองซัวส์ มองซาร์ ผู้ที่ถือกันว่าเป็นผู้นำสถาปัตยกรรมบาโรกเข้ามาในฝรั่งเศส เมื่อออกแบบวังไมซองส์ ( Château de Maisons ) เมื่อปี ค.ศ. 1642 มองซาร์สามารถนำทฤษฎีการก่อสร้างทั่วไปและแบบบาโรกมาปรับให้เข้ากับลักษณะกอธิคที่ยังหลงเหลือภายในการก่อสร้างแบบฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี วังไมซองส์แสดงให้เราเห็นถึงการค่อยๆ แปลงจากสถาปัตยกรรมหลังยุคกลางของวังในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มาเป็นลักษณะแบบคฤหาสน์ชนบทในคริสต์ศตวรรษที่ 18 โครงสร้างเป็นสัดส่วนแบบสมมาตรและใช้เสาตกแต่งทุกชั้นอย่างเป็นระเบียบ ส่วนใหญ่จะเป็นเสาอิง ด้านหน้าตกแต่งด้วย ชายคา ที่ดูราวกับว่ามีความยืดหยุ่น ทำให้สิ่งก่อสร้างทั้งหมดดูเหมือนสามมิติ แต่โครงสร้างของมองซาร์จะ “ ปอก ” สิ่งตกแต่งที่ “ รก ” ที่มักจะใช้ในสถาปัตยกรรมบาโรกแบบโรมออก ขั้นต่อไปในการวิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยคือการใช้สวนเป็นองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้างเช่นที่โวเลอวิคองเท ( Vaux-le-Vicomte ) ซึ่งมีหลุยส์ เลอ โว ( Louis Le Vau ) เป็นคนออกแบบ ชาร์ล เลอ บรุนเป็นสถาปนิก และอันเดร เลอ โนเตรอ ( André Le Nôtre ) เป็นช่างออกแบบสวนซึ่งแต่ละองค์ประกอบผสมผสานกลมกลืนกัน ตัวอาคารตกแต่งด้วยลักษณะที่เรียกว่า “ colossal regulate ” ที่ทำให้สิ่งก่อสร้างมีความน่าประทับใจมากขึ้น ความร่วมมือระหว่างหลุยส์ เลอ โว และ เลอ โนเตรอ เป็นผลที่เรียกว่า “ Magnificent Manner ” ซึ่งทำให้เกิดสิ่งก่อสร้างนอกวังหลวงที่กลายมาเป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่คำนึงถึงเฉพาะแต่สิ่งก่อสร้างเท่านั้นแต่ยังใช้ “ ภูมิสถาปัตยกรรม ” ในการเพิ่มความน่าดูของสิ่งก่อสร้างด้วย สถาปนิกสามคนนี้ต่อมาก็เป็นผู้สร้าง พระราชวังแวร์ซาย ซึ่งก็คือโวเลอวิคองเทที่ขยายใหญ่ขึ้น และกลายมาเป็นวังที่มีผู้สร้างเลียนแบบกันมากในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เช่นที่ มานไฮม์ ( Mannheim ) นอร์ดเคิร์ชเชน ( Nordkirchen ) และ โดรทนิงโฮลม ( Drottningholm ) ในประเทศเยอรมันี การขยายครั้งสุดท้ายของพระราชวังแวร์ซายทำโดย ฌูลส์ อาร์ดวง-มองซาร์ ผู้เป็นคนสำคัญในการออกแบบ โดมเดออินแวลีด ( Les Invalides ) ซึ่งถือกันว่าเป็นวัดที่สำคัญที่สุดในศตวรรษนั้นของฝรั่งเศส อาร์ดวง มองซาร์ ได้รับประโยชน์จากคำสอนของฟรองซัว มองซาร์ผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นการสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อนในประเทศทางตอนเหนือของอิตาลี และการใช้โดมครึ่งวงกลมบนโครงสร้างที่มั่นคงที่ดูแล้วมิได้แสดงสัดส่วนที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งก่อสร้าง จุลส์ อาร์ดวงมิได้แต่ปรับปรุงทฤษฎีของลุงเท่านั้นแต่ยังวางรากฐานการก่อสร้างแบบบาโรกลักษณะฝรั่งเศสด้วย ในสมัย พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก็เริ่มปฏิกิริยาต่อลักษณะสถาปัตยกรรมแบบ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยเปลี่ยนมาเป็นรูปลักษณะที่ละเอียดอ่อนช้อยและเป็นกันเองกว่าเดิมที่เรียกกันว่า “ ศิลปะโรโคโค ” ผู้ริเริ่มการใช้ลักษณะนี้คือนิโคลัส พินเนอ ( Nicholas Pineau ) ผู้ร่วมมือกับจุลส์ อาร์ดวง มองซาร์ตกแต่งภายในวังมาร์ลี [ 9 ] ( Château de Marly ) ศิลปินอื่นที่สร้างงานแบบโรโคโคคือปิแอร์ เลอ โปเตรอ ( Pierre Le Pautre ) และ จุสต์ โอเรย์ เมซองนิเยร์ ( Juste-Aurèle Meissonier ) ผู้สร้าง “ music genre pittoresque ” ภายในวังชองติลลี ( Château de Chantilly ) เมื่อปี ค.ศ. 1722 และโอเต็ลเดอซูบีส์ ( Hôtel de Soubise ) เมื่อปี ค.ศ. 1732 ซึ่งการตกแต่งที่ใช้เครื่องตกแต่งและลวดอย่างมากมายและหรูหราจนเกินเลยไป ซึ่งทำให้ลดความสำคัญทางโครงร่างของสถาปัตยกรรมการแบ่งส่วนภายในลงไปมาก
ตึกเทศบาลเมืองอัมสเตอร์ดัม โดยเจคอป แวน แค็มเพ็น ค.ศ. 1646 ผังเมือง วาลเลททาซึ่งเป็นเมืองหลวงของ ประเทศมอลตา วางเมื่อปี ค.ศ. 1566 เพื่อเป็นเมืองรับศึกของ “ Knights of Malta ” เดิมคือ “ Knights of Rhodes ” ผู้มายึดเกาะมอลตาหลังจากถูกขับจาก โรดส์ โดยกองทัพทหาร อิสลาม ตัวเมืองออกแบบโดยฟรานเชสโก ลาปาเรลลี ( Francesco Laparelli ) เป็น ผังเมือง แบบตารางและใช้เวลาสร้างราวร้อยปี อันเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เราเห็นถึงการวางผังเมืองแบบบาโรก หอมหึมาที่เมื่อสร้างเป็นหอที่ทันสมัยที่สุดก็ยังอยู่อย่างครบถ้วน เพราะความสมบูรณ์แบบทางสถาปัตยกรรมที่หาดูได้ยากเมืองวาลเลททาจึงได้รับเลือกโดยองค์การ ยูเนสโก ให้ขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 1980
ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 สถาปัตยกรรมแบบบาโรกเกือบไม่มีอิทธิพลใน ประเทศเนเธอร์แลนด์ สถาปัตยกรรมของสาธารณะรัฐทางตอนเหนือของยุโรปเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงคุณค่าของประชาธิปไตยของประชาชนมิใช่เพื่อเป็นการแสดงอำนาจของเจ้าของผู้สร้าง สถาปัตยกรรมก็จะสร้างเลียนแบบ สถาปัตยกรรมคลาสสิก ซึ่งคล้ายกับการวิวัฒนาการในอังกฤษสถาปัตยกรรมแบบพาเลเดียนของเนเธอร์แลนด์จะดูทะมึนและรัดตัว สถาปนิกที่สำคัญสองคน เจคอป แวน แค็มเพ็น ( Jacob van Campen ) และ เปียร์เตอร์ โพสต์ ( Pieter Post ) ใช้การผสมผสานของเสาใหญ่ หน้าจั่วแหลม การตกแต่ง หน้าบัน และยอดแหลมในสิ่งก่อสร้าง ซึ่งเป็นลักษณะที่มีลักษณะแบบเดียวกับของ คริสโตเฟอร์ เร็น สถาปนิกอังกฤษ งานที่ใหญ่ๆ ในสมัยนั้นก็ได้แก่ตึกเทศบาลเมืองอัมสเตอร์ดัม ออกแบบเมื่อ ค.ศ. 1646 โดยแค็มเพ็นและ มาสตริชท์ ( Maastricht ) สร้างเมื่อค.ศ. 1658 วังต่างๆ ของราชวงศ์ออเร็นจ์ ( House of Orange ) จะละม้ายคฤหาสน์ของผู้มีอันจะกินมากกว่าจะเป็นวัง เช่นวัง Huis ten Bosch และ Mauritshuis เป็นทรงบล็อกสมดุลประกอบด้วยหน้าต่างใหญ่ ไม่มีการตกแต่งหรูหราแบบบาโรก ความขึงขังแบบเรขาคณิตนี้ก็ใช้ที่วังฤดูร้อน Het Loo รัฐเนเธอร์แลนด์เป็นรัฐหนึ่งที่มีอำนาจมากในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในยุโรปฉะนั้นอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมของเนเธอร์แลนด์จึงมีความสำคัญต่อยุโรปตอนเหนือ สถาปนิกจากเนเธอร์แลนด์ถูกจ้างให้สร้างโครงการใหญ่ๆ ทางตอนเหนือของประเทศเยอรมนี สแกนดิเนเวีย และ ประเทศรัสเซีย โดยใช้ลักษณะการก่อสร้างบาโรกแบบเนเธอร์แลนด์ นอกจากนั้นสถาปัตยกรรมอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ก็ยังไปรุ่งเรืองที่ลุ่มแม่น้ำฮัดสันใน สหรัฐอเมริกา สังเกตได้จากบ้านอิฐแดงหน้าจั่วแหลมซึ่งยังคงพบเห็นได้ที่ Willemstad ที่ Netherlands Antilles
สถาปัตยกรรมแบบบาโรกทางตอนใต้ของประเทศเนเธอร์แลนด์หรือในปัจจุบันเป็นประเทศเบลเยียมแตกต่างจากทางบริเวณ โปรเตสแตนต์ ทางเหนือ หลังจาก “ การสงบศึกสิบสองปี ” ระหว่างปี ค.ศ. 1609 ถึงปี ค.ศ. 1621 ภาคใต้ของเนเธอร์แลนด์ยังอยู่ในการยึดครองของโรมันคาทอลิกปกครองโดยกษัตริย์สเปน ราชวงศ์แฮ็บสเบิร์ก ฟลานเดอร์ส สถาปัตยกรรมทางบริเวณนี้เป็นแบบ การปฏิรูปศาสนาของนิกายโรมันคาทอลิก สถาปนิก ฟลานเดอร์ส เช่นเว็นเซล เคอเบิรกเกอร์ ( Wenzel Coebergher ) ได้รับการฝึกที่อิตาลีและผลงานก็มีอิทธิพลจาก จาโกโม บารอซซี ดา วินยอลา และ จาโกโม เดลลา พอร์ตา ( Giacomo della Porta ) งานชิ้นสำคัญของเคอเบิรกเกอร์คือมหาวิหารเชิรพเพนฮูเวล ( Basilica of Our dame of Scherpenheuvel-Zichem ) ซึ่งเป็นทรงเจ็ดเหลี่ยมออกแบบเพื่อให้เป็นศูนย์กลางของเมืองใหม่ อิทธิพลของจิตรกร ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ ก็มีส่วนสำคัญทางสถาปัตยกรรม ในหนังสือ “ I Palazzi di Genova ” รูเบนส์นำลักษณะการก่อสร้างและการตกแต่งแบบใหม่ของอิตาลีมายังทางใต้ของประเทศเนเธอร์แลนด์ การสร้างลานคอร์ทยาร์ทและซุ้มที่บ้านของรูเบนส์เองที่อันทเวิร์พเป็นตัวอย่างที่ดีของงานทางสถาปัตยกรรมของรูเบนส์ นอกจากนั้นรูเบนส์ยังมีส่วนในการตกแต่งวัดคณะ เยซูอิด ที่เป็นการตกแต่งอย่างอลังการตามแบบบาโรกซึ่งประกอบด้วยรูปปั้นและภาพเขียนที่เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม
ในขณะที่สถาปัตยกรรมแบบบาโรกที่มีบทบาทอย่างกว้างขวางในฝรั่งเศสระหว่างกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในอังกฤษเกือบจะไม่มีอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะในระหว่างสมัยการปกครองของ ออลิเวอร์ ครอมเวลล์ และ สมัย “ ฟื้นฟูราชวงศ์ สิบปีระหว่างการเสียชีวิตของสถาปนิกภูมิทัศน์ อินิโก โจนส์ เมื่อปี ค.ศ. 1652 กับเมื่อ คริสโตเฟอร์ เร็น ไปเยี่ยมปารีสเมื่อปี ค.ศ. 1665 อังกฤษไม่มีสถาปนิกคนใดที่สำคัญพอที่จะกล่าวถึงได้ ฉะนั้นความสนใจในสถาปัตยกรรมยุโรปที่จะเข้ามาในอังกฤษจึงมีน้อย คริสโตเฟอร์ เร็นกลายมาเป็นเจ้าตำรับของสถาปัตยกรรมบาโรกแบบอังกฤษ ซึ่งมึลักษณะต่างกับสถาปัตยกรรมบาโรกแบบยุโรปทางการออกแบบและการแสดงออกซึ่งจะไม่มีลูกเล่นเช่นแบบเยอรมนี หรืออิตาลี และลักษณะของเร็นออกจะไปทางสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกมากกว่า หลังจากที่เกิด เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในลอนดอน ค.ศ. 1666 เร็นก็ได้รับสัญญาการก่อสร้างวัด 53 วัดในลอนดอน ซึ่งเร็นใช้สถาปัตยกรรมแบบบาโรกเป็นฐาน งานชิ้นใหญ่ที่สุดก็เห็นจะเป็น มหาวิหารเซนต์พอล ซึ่งเปรียบได้กับสึ่งก่อสร้างแบบ โดม อื่นๆ เช่นในประเทศอิตาลีและฝรั่งเศส ลักษณะใหม่นี้เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบพาเลเดียนของอินิโก โจนส์กับสถาปัตยกรรมแบบบาโรกจากแผ่นดินใหญ่ยุโรปได้อย่างเหมาะเจาะ นอกจากวัดแล้วคริสโตเฟอร์ เร็นก็ยังเป็นสถาปนิกในการสร้างสิ่งก่อสร้างสำหรับที่อยู่อาศัยด้วย คฤหาสน์ชนบท [ 10 ] ( english state theater ) แบบบาโรกแห่งแรกที่สร้างๆ ตามแบบของสถาปนิกวิลเลียม ทาลมัน ( William Talman ) คือบ้านแช็ทเวิร์ธ [ 11 ] ( Chatsworth House ) ซึ่งเริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1687 ลักษณะแบบบาโรกมาเริ่มใช้โดยสถาปนิก จอห์น แวนบรูห์ ( John Vanbrugh ) และนิโคลัส ฮอคสมอร์ ( Nicholas Hawksmoor ) ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะมีความสามารถในการแสดงออกทางแบบบาโรกแต่มักจะไม่ทำงานพร้อมกันเช่นงานที่วังโฮวาร์ด [ 12 ] ( Castle Howard ) เมื่อ ค.ศ. 1699 และวังเบล็นไฮม์ [ 13 ] ( Blenheim Palace ) เมื่อ ค.ศ. 1705

SEE ALSO  Fighting For Casino: The Samurai Way

Read more: 30 แคปชั่นไว้อาลัย ภาษาอังกฤษ แปลไทย 2022

แม้ว่าสิ่งก่อสร้างทั้งสองแห่งอาจจะมีลักษณะออกจะจืดและเรียบเมื่อเทียบกับแบบบาโรกอิตาเลียนแต่สำหรับสายตาอังกฤษสิ่งก่อสร้างทั้งสองแห่งนี้ก็มีลักษณะเด่นสง่า วังโฮวาร์ดเป็นตึกใหญ่มีโดมเหนือสิ่งก่อสร้างซึ่งถ้าเอาไปตั้งที่ เดรสเด็น หรือ มิวนิก ในเยอรมนีก็จะไม่เหมาะ วังเบล็นไฮม์ จะหนาหนักกว่าตกแต่งด้วยซุ้มหินโค้ง งานชิ้นสุดท้ายของ จอห์น แวนบรูห์ คือ คฤหาสน์ซีตันเดอลาวาลฮอลล์ [ 14 ] เมื่อ ค.ศ. 1718 ใน นอร์ทธัมเบอร์แลนด์ ใน สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นบ้านขนาดเล็กเมื่อเทียบกับที่อื่นแต่ก็มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ที่แวนบรูห์ผู้เป็นนักเขียนบทละครแสดงฝีมืออย่างเต็มที่โดยแสดงให้เห็นความคล้ายคลึงของสถาปัตยกรรมแบบบาโรกกับโรงละคร แม้แวนบรูห์จะพยายามอย่างเต็มที่ในการเผยแพร่สถาปัตยกรรมแบบบาโรกในอังกฤษ แต่ก็มิได้เป็นที่นิยมกันนัก
ระหว่างยุคทองของราชอาณาจักร สวีเดน สถาปัตยกรรมของประเทศใน สแกนดิเนเวีย ได้รับอิทธิพลจากนิโคเดอมัส เทสซิน ผู้พ่อ ( Nicodemus Tessin the Elder ) และ นิโคเดอมัส เทสซิน ผู้ลูก ( Nicodemus Tessin the Younger ) ผู้เป็นสถาปนิกประจำราชสำนักของสวีเดน แบบของเทสซินเป็นที่ยอมรับกันในประเทศทาง บอลติก รวมทั้ง โคเปนเฮเกน และ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เทสซิน ผู้พ่อเกิดที่ประเทศเยอรมนีเป็นผู้สร้างลักษณะสถาปัตยกรรมแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของสวีเดนซึ่งผสมระหว่างสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสร่วมสมัยและลักษณะบอลติกยุคกลาง การออกแบบวังโดรทนิงโฮล์ม ( Drottningholm Palace ) เป็นการใช้ลักษณะฝรั่งเศสและอิตาลีแต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีลักษณะของสแกนดิเนเวียเช่นหลังคาเป็นแบบ “ hipped roof ” เทสซิน ผู้ลูกรักษาลักษณะเดียวกับพ่อ ที่จะทำด้านหน้าสิ่งก่อสร้างที่ค่อนข้างเรียบ การออกแบบวังสต็อกโฮล์มเป็นอิทธิพลโดยตรงของผัง พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ของ จานลอเรนโซ เบร์นินี ที่มิได้สร้างตามแผนของเบร์นินี ซึ่งทำให้นึกภาพวังสต็อกโฮล์มตั้งอยู่อย่างเหมาะสมที่ เนเปิลส์ เวียนนา หรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ไม่ยาก อีกตัวอย่างหนึ่งของเทสซิน ผู้ลูกที่เรียกกันว่าบาโรกนานาชาติซึ่งมาจากรูปแบบสิ่งก่อสร้างโรมันแต่มีส่วนผสมของลักษณะท้องถิ่นเช่นในการสร้างพระราชวังมาดริด [ 15 ] อีกตัวอย่างหนึ่งของเทสซิน ผู้ลูกคือมหาวิหารคาลมาร์ ( Kalmar cathedral ) ซึ่งเป็นแบบบาโรกอิตาลีสมัยต้นรัดรอบด้วยเสาอิงไอโอนิค บาโรกสวีเดนมีอิทธิพลจนมาถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนเมื่อสถาปัตยกรรมแบบเดนมาร์กและรัสเซียเข้ามามิอิทธิพลแทนที่ งานชิ้นที่เห็นได้ชัดคืองานของนิโคไล เอทเวด ( Nicolai Eigtved ) เช่นบริเวณอามาเลียนบอร์ก ( Amalienborg ) กลางเมืองโคเปนเฮเกน ปราสาทประกอบด้วยอาคารสี่เหลี่ยมสี่หลังสำหรับผู้ปกครองที่มีอำนาจสี่กลุ่มใน ประเทศเดนมาร์ก จัดรอบจัตุรัสแปดเหลี่ยม ด้านหน้าตกแต่งแบบเรียบแต่ภายในเป็นแบบโรโคโคที่ดีที่สุดของทวีปยุโรปตอนเหนือ
สถาปัตยกรรมบาโรกแพร่หลายใน จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ภายหลังจากบริเวณอื่นในยุโรป แม้ว่าอีลิอาส โฮล ( Elias Holl ) สถาปนิกจาก อ็อกสเบิร์ก และนักทฤษฏีเช่นโจเซฟ เฟิรทเท็นบาคผู้พ่อจะเริ่มใช้ลักษณะบาโรกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีการเผยแพร่มากเพราะ สงครามสามสิบปี แต่ตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1650 เป็นต้นไปงานก่อสร้างก็เริ่มรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งทั้งสถาปัตยกรรมทางศาสนาและที่อยู่อาศัย ในระยะแรกอิทธิพลมาจากช่างหินจากทางใต้ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์และทางเหนือของอิตาลีที่เรียกกันว่า “ magistri Grigioni ” และสถาปนิกจาก ลอมบาร์ดี โดยเฉพาะสถาปนิกตระกูลคาร์โลเน ( Carlone ) จากบริเวณหุบเขาอินเทลวี ( Val d’Intelvi ) แต่ไม่นานหลังจากนั้นในระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17ออสเตรียก็เริ่มสร้างลักษณะบาโรกที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง โยฮันน์ เบอรนฮาร์ด ฟิชเชอร์ ฟอน แอร์ลาร์ค ( Johann Bernhard Fischer von Erlach ) มีความประทับใจในงานของ จานลอเรนโซ เบร์นินี จนสร้างลักษณะใหม่ที่เรียกว่า “ ลักษณะอิมพีเรียล ” โดยการนำเอาลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมทั้งหลายในอดีตมารวมกัน ซึ่งจะเห็นชัดจากงานที่วัดเซนต์ชาร์ล โบร์โรเมโอ ( St. Charles Borromeo ) ที่ เวียนนา ทางภาคใต้ของประเทศเยอรมนีจะเป็นอิทธิพลของโยฮันน์ ลูคัส ฟอน ฮิลเดอบรันดท์ ( Johann Lucas von Hildebrandt ) สถาปนิกอีกผู้หนี่งซึ่งก็ได้รับการฝึกจากอิตาลี ลักษณะสถาปัตยกรรมบาโรกทางไต้ของเยอรมนีจะแยกจากทางเหนือเช่นเดียวกับการแยกบาโรกแบบโรมันคาทอลิกจากบาโรกแบบโปรเตสแตนต์ ทางบริเวณโรมันคาทอลิกทางใต้วัด เยซูอิด เซนต์ไมเคิลที่ มิวนิก เป็นวัดแรกที่นำลักษณะบาโรกแบบอิตาลีเข้ามาในเยอรมนี แต่การวิวัฒนาการจากลักษณะที่นำเข้ามาหรือการแพร่หลายของลักษณะสถาปัตยกรรมที่ว่าก็มิได้มีมากนัก ที่แพร่หลายมากกว่าคือลักษณะที่ปรับปรุงของวัดเยซูอิดเช่นกันที่ดิลลิงเง็น ( Dillingen ) ที่เป็น “ วัดผนัง-เสา ” ( wall-pillar church ) ซึ่งเพดานเป็นเพดานประทุนเหนือทางเดินกลางรายด้วยคูหาสวดมนต์ต์ต์ต์แยกจากกันด้วยผนังและเสา ซึ่งต่างกับวัดเซนต์ไมเคิลที่มิวนิกที่คูหาสวดมนต์ต์ต์ต์ของวัดแบบ “ วัดผนัง-เสา ” จะสูงพอๆ กับทางเดินกลางและเพดานก็จะยื่นมาจากเพดานของทางเดินกลางในระดับเดียวกัน ภายในคูหาสวดมนต์ต์ต์ต์จะสว่างจากแสงที่ส่องเข้ามาจากทางเข้าของวัด เสาอิงประกอบคูหาแท่นบูชารองทำให้มีวัดมีลักษณะเป็นนาฏกรรมเช่นฉากละคร “ วัดผนัง-เสา ” ต่อมาก็พัฒนาโดยสถาปัตยกรรมตระกูลโวราร์เบิร์ก ( Vorarlberg ) และช่างหินจาก บาวาเรีย นอกจากนั้นลักษณะของ “ วัดผนัง-เสา ” ยังผสมผสานได้ดีกับกับ “ วัดโถง ” ( Hall church ) ที่ใช้กันในสมัยปลายกอธิค วัดลักษณะนี้ยังสร้างกันต่อมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนอาจจะเรียกได้ว่ามาถึง สมัยฟื้นฟูคลาสสิก เช่นที่เห็นได้จากวัดที่แอบบีโรทอันเดอโรท ( Rot an five hundred Rot Abbey ) นอกจากนั้น “ วัดผนัง-เสา ” ยังเป็นโครงสร้างที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ง่ายโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเดิมมากเช่นจะเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงที่วัดดิลลิงเง็น นอกจากนั้นวัดแบบบาโรกแบบโรมันคาทอลิกยังได้รับอิทธิพลจากสิ่งอื่นเช่นที่เรียกกันว่า “ บาโรกปฏิวัติ ” ( free radical Baroque ) ของโบฮีเมีย “ บาโรกปฏิวัติ ” ของ คริสตอฟ ดินเซนฮอฟเฟอร์ และลูกชาย คริสตอฟ ดินเซนฮอฟเฟอร์ ซึ่งขณะนั้นอาศัยอยู่ที่ปรากก็ได้รับอิทธิพลจากทางเหนือของอิตาลีโดยเฉพาะจากงานของ กัวริโน กัวรินี ซี่งจะเป็นลักษณะที่ใช้ผนังโค้งและการใช้ช่องว่างภายในเป็นรูปใข่ตัดกัน ในขณะเดียวกันเราก็จะเห็นอิทธิพลของโบฮีเมียในงานของสถาปนิกคนสำคัญคือ โยฮันน์ ไมเคิล ฟิชเชอร์ ( Johann Michael Fischer ) ที่ใช้ระเบียงโค้งใน “ วัดผนัง-เสา ” แรกๆ ที่สร้าง หรืองานของ โยฮันน์ บาลทาซาร์ น็อยมัน ซึ่งถือว่าเป็นงานที่สุดท้ายที่แสดงลักษณะโบฮีเมียผสมเยอรมนี สถาปัตยกรรมบาโรกเกือบจะไม่มีอิทธิพลใดๆ กับ คริสต์ศาสนสถาน ของนิกายโปรเตสแตนต์ และเกือบไม่มีผลงานที่เด่นๆที่ควรจะกล่าวถึงนอกจากที่วัดพระแม่มารี ( Frauenkirche ) ที่ เดรสเด็น การเขียนเกี่ยวกับทฤษฏีสถาปัตยกรรมเป็นที่นิยมกันทางเหนือมากกว่าทางใต้ เช่นงานบรรณาธิการของเล็นนาร์ด คริสตอฟ สเติร์ม ( Leonhard Christoph Sturm ) ของนิโคลอส โกลด์มัน ( Nikolaus Goldmann ) แต่ทฤษฏีของสเติร์มเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมศาสนสถานก็มิได้นำมาปฏิบัติ ทางภาคใต้จะเน้นการปฏิบัติมากกว่าการเขียนเรื่องทฤษฏีสถาปัตยกรรม การใช้ทฤษฏีก็จะเป็นพียงการใช้ตัวสิ่งก่อสร้างเองและองค์ประกอบจากหนังสือประกอบรูป และรูปสลักบนโลหะเป็นตัวอย่าง สถาปัตยกรรมการสร้างวังมีความสำคัญพอๆ กันทั้งโรมันคาทอลิกทางใต้ และโปรเตสแตนต์ทางเหนือ หลังจากการสร้างตามแบบอิตาลีและอิทธิพลจากเวียนนาและรัชตัทในระยะแรก อิทธิพลจากฝรั่งเศสก็เพื่มความนิยมมากขึ้นจากต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ลักษณะแบบฝรั่งเศสจะเห็นได้จากผังแบบเกือกม้ารอบคอร์ทยาร์ด ซึ่งต่างจากผังแบบอิตาลีที่จะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม การสร้างก็มักจะเป็นความร่วมมือของสถาปนิกหลายคนทำให้มีการผสมลักษณะระหว่างออสเตรียแบบอิตาลี และฝรั่งเศส ซึ่งจะเห็นได้จากการสร้างวังเวิร์ทซเบิร์ก ซึ่งผังโดยทั่วไปเป็นลักษณะแบบเกือกม้าแต่คอร์ทยาร์ดอยู่ภายในตัวตึกมิได้เปิดออกด้านนอกอย่างแบบฝรั่งเศส ด้านฟาซาร์ดเป็นผลงานของโยฮันน์ ลูคัส ฟอน ฮิลเดอบรันดท์ผู้นิยมการตกแต่งแบบคลาสสิกแบบฝรั่งเศส ซึ่งมีลักษณะเด่นๆ อยู่สองอย่างๆ หนึ่งคือภายในเป็นบันไดมหึมาแบบออสเตรีย แต่ก็มีห้องแบบฝรั่งเศสทางด้านสวนซึ่งมีอิทธิพลมาจากการวางห้องภายในปราสาทหรือวังในฝรั่งเศส
วัดบาโรกแรกของสหพันธ์โปแลนด์-ลิธูเอเนียคือวัดคอร์พัสคริสตี ( Corpus Christi ) ที่เนียสวิทซ์ ( Niasvizh ) ที่สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1587 นอกจากนั้นยังถือว่าเป็นวัดแรกในโลกที่เป็นบาซิลิกาที่มีโดมและด้านฟาซาร์ดเป็นแบบบาโรกของทวีปยุโรปตะวันออก สถาปัตยกรรมบาโรกแพร่หลายในสหพันธ์โปแลนด์-ลิธูเอเนียเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 สิ่งก่อสร้างที่สำคัญๆ แบบบาโรกก็ได้แก่คูหาสวดมนต์ต์ต์ต์ต์วาซา ( Waza Chapel ) ภายในมหาวิหารวาเวล ( Wawel Cathedral ) ; วัดเซนต์ปีเตอร์และเซ็นต์พอล, วัดเซนต์แอนนา และ วัดวิซิเทค ( Wizytek church ) ที่คราเคา ; วัดเซนต์ปีเตอร์และเซ็นต์พอล, คูหาสวดมนต์ต์ต์ต์ต์คาสิเมียร์ภายในมหาวิหารวิเนียส และวัดเซนต์คาสิเมียร์ที่วิเนียส ( Vilnius ) ; สำนักสงฆ์พาไซลิส ( Pažaislis monastery ) ที่เคานัส ( Kaunas ) ; มหาวิหารเซนต์จอร์จที่ลเวา ( Lwów ) ; วัดเยซูอิดทีพ็อทซนัน ( Poznań ) ; และมหาวิหารซาเวียร์ที่หร็อดโน ( Hrodno ) ; ชาเปลหลวงที่มหาวิหารกดันสค์ ( Gdańsk ) และชเวตา ลิพคา ( Święta Lipka ) ที่มาซูเรีย ก่อน สงครามโลกครั้งที่ 2 วอร์ซอเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างแบบบาโรกแต่ปัจจุบันแทบไม่มีอะไรเหลือนอกจาก วังวิลาเนา ( Wilanów ), วังคราซินสกี ( Krasiński Palace ), วัดเบอร์นาร์ดิน และวัดวิซิเทคซึ่งเป็นวัดสมัยปลายบาโรก สถาปนิกเช่นโยฮันน์ คริสตอฟ เกลาบิทซ์ ( Johann Christoph Glaubitz ) เป็นคนสำคัญในการสร้างลักษณะที่เรียกว่า “ วิลเนียสบาโรก ” ( Vilnius Baroque ) ซึ่งเป็นแบบที่ใช้ทั่วไปในบริเวณนั้น พอมาถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ลักษณะบาโรกแบบโปแลนด์ก็มีอืทธิพลทั่วไปรวมทั้งบริเวณยูเครน ซึ่งกลายมาเป็นต้นกำเนิดของ “ คอสแซ็คบาโรก ” ที่มีอิทธิพลมากจนกระทั่งวัดจากยุคกลางและวัดทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำดเนียพเพอร์ ( Dnieper River ) ถูกสั่งให้ออกแบบและสร้างตามแบบที่นิยมกันล่าสุด
วัดแบบบาโรกวัดแรกใน ราชอาณาจักรฮังการี คือวัดเยซูอิด “ Nagyszombat ” ที่สร้างโดยเปียโตร สป็อซโซ ( Pietro Spozzo ) ระหว่างปี ค.ศ. 1629 ถึงปี ค.ศ. 1637 ตามแบบวัดเยซูที่โรมในประเทศอิตาลี พระเยซูอิดมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่การก่อสร้างคริสต์ศาสนสถานแบบใหม่นี้หลายแห่งเช่นที่ “ Győr ” ( ค.ศ. 1634-ค.ศ. 1641 ), “ Kassa ” ( ค.ศ. 1671-ค.ศ. 1684 ), “ Eger ” ( ค.ศ. 1731-ค.ศ. 1733 ) และ “ Székesfehérvár ” ( ค.ศ. 1745-ค.ศ. 1751 ) ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 หลังจากบ้านเมืองและถูกทำลายอย่างย่อยยับหลังจากการรุกรานของ จักรวรรดิอ็อตโตมาน ก็ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ตามลักษณะสถาปัตยกรรมแบบบาโรก ผังเมืองที่ยังเป็นแบบบาโรกเต็มตัวก็ยังคงเหลืออยู่บ้างเช่นที่ “ Győr ”, “ Eger ”, “ Székesfehérvár ”, “ Veszprém ”, “ Esztergom ” และบริเวณปราสาทของบูดา ปราสาทที่สำคัญที่สุดของฮังการีคือปราสาทบูดา, ปราสาท Grassalkovich และ ปราสาท Esterházy ที่ Fertőd นอกจากนั้นก็ยังมีปราสาทย่อมๆ ของเจ้านายอยู่ทั่วไป บาโรกแบบฮังการีได้รับอิทธิพลจากออสเตรียและอิตาลีเพราะมีสถาปนิกเยอรมนีและอิตาลีมาทำงานอยู่ที่นั่นมาก ลักษณะความนิยมท้องถิ่นคือความเรียบง่าย, ไม่มีการตกแต่งอย่างเกินเลยและผสมลักษณะการตกแต่งแบบท้องถิ่นเข้าไปด้วยโดยเฉพาะงานที่ทำโดยสถาปนิกท้องถิ่น สถาปนิกคนสำคัญๆ ของสมัยบาโรกในฮังการีก็ได้แก่อันดราส เมเยอร์ฮอฟเฟอร์ ( András Mayerhoffer ), อิกแน็ค โอราเช็ค ( Ignác Oraschek ) และมาร์ทอน วิทเวอร์ ( Márton Wittwer ) ฟรันซ์ อันทอน พิลแกรม ( Franz Anton Pilgram ) ก็มีผลงานในราชอาณาจักรฮังการีเช่นที่สำนักสงฆ์คณะพรีมอนสเตรเทนเชียน “ Jászó ” พอถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 สถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูคลาสสิกก็เข้ามาแทนที่ สถาปนิกคนสำคัญๆ ของสมัยนี้ก็ได้แก่เมนีเฮอรท เฮเฟเล ( Menyhért Hefele ) และยาคัป เฟลล์เนอร์ ( Jakab Fellner ) สิ่งก่อสร้างสำคัญสองแห่งใน โรมาเนีย ที่เป็นแบบบาโรกก็ได้แก่วังบรุคเค็นทาลที่เมื่องซิบิยู ( Brukenthal Palace, Sibiu ) และวังบาทหลวงเดิมที่โอเรเดีย ( Oradea ) ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์
ในจักรวรรดิรัสเซียสถาปัตยกรรมแบบบาโรกมาเป็นสามระลอก – สมัยต้นเป็นบาโรกแบบมอสโคว์ ( Naryshkin Baroque ) ซึ่งตกแต่งอย่างสวยงามด้วยสีขาวบนอิฐแดงตามวัดที่ออกจะเป็นแบบโบราณ, บาโรกแบบเพทไทรน์ ( Petrine Baroque ) ซึ่งส่วนใหญ่นำมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป และบาโรกสมัยหลังหรือบาโรกราสเทรลลี ( Rastrelliesque Baroque ) ซึ่งบรรยายโดยวิลเลียม บรุมฟิลด์ ( William Brumfield ) ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่หรูหราในการออกแบบแต่ก็ยังมีจังหวะในการใช้เสาคอลัมน์และความสง่าของบาโรก
บาโรกของ คาบสมุทรไอบีเรีย ที่เต็มไปด้วยการตกแต่งที่อ่อนหวานจะไม่รวมถึงการตกแต่งของพระราชวังมาดริดและลิสบอนที่จะออกเรียบ ซึ่งเป็นอิทธิพลมาจากอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 17 การออกแบบของพระราชวังมาดริด, พระราชวังกรานฮา ( La Granja ), พระราชวังอารันฮูส ( Aranjuez ), คอนแวนต์มาฟรา ( Convent of Mafra ) และวังเคลุซ ( Palace of Queluz ) มีอิทธิพลมาจากเบร์นินีและฟิลิโป ฮูวารา ( Filippo Juvarra ) สำหรับสถาปัตยกรรมทางศาสนาเช่นวัดซานตามาเรีย เดลลา ดิวินา โพรวิเดนซา ( Sta. Maria della Divina Providenza ) ที่ลิสบอนที่กัวรินีริเป็นผู้ออกแบบเป็นการเริ่มวางแนวสถาปัตยกรรมบาโรกที่ถึงแม้ตัวว่าวัดเองจะมิได้สร้างตามแบบที่วางไว้ วัดบาโรกวัดแรกที่ โปรตุเกส คือวัดซานตาเอ็นกราเซีย ( Santa Engrácia ) ที่ลิสบอนออกแบบโดย João Antunes ผู้เป็นสถาปนิกประจำราชสำนัก พอมาถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 สถาปนิกทางตอนเหนือของโปรตุเกสได้รับอิทธิพลจากบาโรกแบบอิตาลีโดยการใช้หินแกรนิตของท้องถิ่นที่มีลักษณะยืดหยุ่นในการสร้างหอ Clérigos [ 16 ] สูง 75 เมตรที่พอร์โต ศูนย์กลางของสถาปัตยกรรมแบบบาโรกอยู่ที่บรากา สิ่งก่อสร้างที่นี่แสดงลักษณะที่สำคัญเกือบทุกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบบาโรกของโปรตุเกส ตัวอย่างเช่นพระราชวังบรากาที่ใช้การตกแต่งแบบแถบหลากสี, การเล่นเส้นหลังคา และทรงหน้าต่างที่แตกต่างกันไป สถาปนิกบราซิลก็เช่นกับสถาปนิกโปรตุเกสที่ใช้ความยืดหยุ่นในองค์ประกอบและการตกแต่งแต่ยังไม่เท่าเทียมกับเจ้าของแบบที่แผ่นดินใหญ่ยุโรปในทางความหรูหรา วัดมาเรียนาและโรซาริโอที่อูโรเพรโตเป็นแบบที่มีอิทธิพลมาจาก ฟรานเซสโก บอโรมินิ ที่การใช้รูปไข่ไขว้ หน้าวัดเซนต์ปีเตอร์ ( São Pedro dos Clérigos ) ที่ Recife ซึ่งเป็นแบบปูนปั้นและหินทำให้มีชีวิตขึ้นด้วยการตกแต่งลวดลายก้นหอยที่บีบระหว่างหอหน้าสองหอ [ 3 ]. แม้ว่าสถาปัตยกรรมแบบบาโรกจะเสื่อมความนิยมในยุโรปแต่ในบราซิลก็ยังใช้ต่อมาโดย Aleijadinho ผู้เป็นสถาปนิกผู้มีความสามารถ เช่นวัด Bom Jesus de Matozinhos ที่ Congonhas ที่ใช้รูปทรงที่น่าดูและการใช้ตกแต่งสีมืดบนปูนปั้นสีอ่อนด้านหน้าวัด ถึงแม้ว่าการออกแบบวัดเซนต์ฟรานซิสแห่งอาซิซิที่ São João del Rei จะไม่ได้รับการอนุมัติแต่ก็มิได้เสียเปล่าเพราะนำไปใช้สร้างวัดเซนต์ฟรานซิสที่อูโรเพรโตแทนที่
สถาปัตยกรรมบาโรกแบบอิตาลีเข้ามาแทนที่สถาปัตยกรรมของฮวน เดอ เฮอร์เรรา ( Juan de Herrera ) สถาปนิกสเปนที่มีลักษณะเรียบและไปทางคลาสสิกที่ใช้กันมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 แต่เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1667 การออกแบบด้านหน้าของ มหาวิหารกรานาดา โดยอลองโซ คาโน ( Alonso Cano ) และมหาวิหาร Jaen โดย ยูฟราซิโอ โลเปซ เดอ โรฮาส ( Eufrasio López de Rojas ) ก็เริ่มจะแสดงให้เห็นการที่สถาปนิกใช้ลวดลายการตกแต่งอย่างมหาวิหารของสเปนแต่มีอิทธิพลบาโรกเข้ามาผสม ลักษณะบาโรกของสเปนแตกต่างจากลักษณะบาโรกของทางเหนือของยุโรปตรงที่เป็นสถาปัตยกรรมของการแสดงออกทางอารมณ์แทนที่จะเป็นสถาปัตยกรรมที่ทำเพื่อสร้างความพอใจให้แก่ผู้มีการศึกษาหรือเพื่อโอ้อวดผู้เป็นเจ้าของแต่เพียงอย่างเดียว ตระกูลเชอร์ริงกูรา ( Churriguera ) ผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบแท่นบูชาและฉากแท่นบูชาวิวัฒนาการการออกแบบจากที่เป็นคลาสสิกเรียบๆ มาเป็นการออกแบบผนังสิ่งก่อสร้างที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและมีชีวิตจิตใจที่เรียกกันว่า “ ลักษณะเชอร์ริงกูรา ” ซึ่งกลายมาเป็นลักษณะที่มีอิทธิพลต่อการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างทั้งในสเปนเองและประเทศในอาณานิคม ภายในห้าสิบปีตระกูลเชอร์ริงกูราก็เปลี่ยน ภูมิทัศน์ ของเมืองซาลามาชา ( Salamanca ) จนกลายมาเป็น “ เมืองแบบเชอร์ริงกูรา ” ลักษณะที่เด่นๆ ของบาโรกของสเปนก็ได้แก่การวางองค์ประกอบของช่องว่างและแสงภายในสิ่งก่อสร้างเช่นที่ หอประชุมสงฆ์ กรานาดาในคริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือการออกแบบสิ่งตกแต่งเช่นรูปปั้นให้เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมเช่นงานของนาร์ซิสโค โทเม ( Narciso Tomé ) ผู้ใช้ความตัดกันของแสงเงาอย่างนาฏกรรม ( chiaroscuro impression ) ในงาน “ Transparente ” ที่ มหาวิหารโทเลโด สถาปัตยกรรมบาโรกในสเปนวิวัฒนาการเป็นสามขั้นระหว่างปี ค.ศ. 1680 ถึงปี ค.ศ. 1720 เชอร์ริงกูราริเริ่มเผยแพร่การใช้ลักษณะคอลัมน์โซโลมอน [ 17 ] ของ กัวรินี และการจัดแบบผสมที่เรียกว่า “ Supreme decree ” ขั้นที่สองระหว่างปี ค.ศ. 1720 ถึงปี ค.ศ. 1760 ก็เริ่มมีการใช้คอลัมน์แบบเชอร์ริงกูราเป็นทรงโคนแบบโอบิลิสค์แต่คว่ำซึ่งใช้เป็นศูนย์กลางของการตกแต่ง และขั้นสุดท้ายระหว่างปี ค.ศ. 1760 ถึงปี ค.ศ. 1780 ซึ่งเป็นการตกแต่งแบบเกลียวม้วนหรือก้นหอยและการตกแต่งอย่างอลังการก็เริ่มจะลดความนิยมลงมาเป็น สถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูคลาสสิก ที่เรียบง่ายกว่า งานสถาปัตยกรรมบาโรกแบบสเปนที่เด่นที่สุดสองชิ้นก็ได้แก่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยวาลลาโดลิด ( [ University of Valladolid ) โดยดิเอโก โทเมที่สร้างในปี ค.ศ. 1719 และโรงพยาบาลซานเฟอร์นานโด ( Hospicio de San Fernando ) ที่ มาดริด โดยเปโดร เดอ ริเบอรา ( Pedro de Ribera ) ในปี ค.ศ. 1722 การตกแต่งอย่างหรูหรามามีอิทธิพลต่อ อันโตนิโอ กอดี ( Antonio Gaudi ) และศิลปะนูโว ( Art Nouveau ) ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในกรณีนี้และเช่นกับกรณีอื่น ๆ ศิลปินจะใช้สิ่งตกแต่งที่พรางโครงร่างของสถาปัตยกรรม ( tectonic ) ภายใต้ โดยไม่คำนึงถึงโครงสร้างหลักของตัวสถาปัตยกรรมและประโยชน์ทางการใช้สอยของสิ่งก่อสร้าง การตกแต่งจะเน้นด้วยการสลักไม้ดอกไม้ใบอย่างหรูหรารอบประตูหลัก ถ้าลอกเอาสิ่งตกแต่งเช่นบัวคอร์นิช หรือช่อระย้าเหล่านี้ออกหมดก็จะไม่มีผลใดใดทั้งสิ้นต่อตัวโครงสร้างหลักของสถาปัตยกรรม ทางด้านใต้ของเนเธอร์แลนด์บริเวณ ฟลานเดอร์ส ที่ปกครองโดยกษัตริย์สเปน การตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ใบจะแนบแน่นกับผนังที่ตกแต่งมากกว่าซึ่งทำให้ลดความรู้สึกของความเคลื่อนไหวลง ลักษณะผสมระหว่างบาโรกแบบสเปนผสมฝรั่งเศสผสมเนเธอร์แลนด์จะเห็นได้จากแอบบีอเวอร์โบด [ ภาพ : Abbey averbode 2 big.jpg ] ( Abbey of Averbode ) ที่สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1667 หรือที่วัดเซนต์ไมเคิลที่ลูแวง [ 18 ] ซึ่งตกแต่งด้านหน้าอย่างหรูหราเป็นสองชั้นประกอบด้วยเสาคอลัมน์กึ่งเสาอิงและรายละเอียดรูปสลักแบบฝรั่งเศส อึกหกสิบปีต่อมาเจม บอร์ตี มิเลีย ( Jaime Borty Milia ) สถาปนิกชาว เฟลมมิช เป็นคนแรกที่นำ โรโคโค เข้ามาในสเปนโดยการออกแบบตกแต่งด้านหน้ามหาวิหารเมอร์เซียเมื่อปี ค.ศ. 1733 ผู้ที่ใช้ โรโคโค อย่างเป็นจริงเป็นจังคือเว็นทูรา รอดริเกซ ( Ventura Rodríguez ) ช่างชาวสเปนผู้เป็นผู้ตกแต่งภายในมหาวิหาร Lady of the Pillar [ 19 ] ที่ซาราโกสซา ( Saragossa ) อย่างงดงามเมื่อปี ค.ศ. 1750
การใช้ผสมผสานระหว่างการตกแต่ของศิลปะ อเมริกันอินเดียน และ มัวร์ ซึ่งเป็นศิลปะของการแสดงออกทางอารมณ์อย่างชัดเจนในการตีความหมายของเชอร์ริงกูราทำให้เห็นถึงการตกแต่งที่เต็มไปด้วยชีวิตจิตใจ การวิวัฒนาการจากลักษณะเชอร์ริงกูราไปก็มีด้วยกันหลายแบบในบริเวณที่เป็นอาณานิคมของสเปน นอกเหนือไปจากบาโรกแล้วที่นำเข้าจากสเปนแล้วบาโรกแบบอเมริกายังวิวัฒนาการมามีเอกลักษณ์ในการตกแต่งปูนปั้นของตนเอง มหาวิหารที่มีหอสองหอด้านหน้าของอเมริกาของคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีรากฐานโครงสร้างมาจากสถาปัตยกรรมยุคกลาง และสถาปัตยกรรมแบบบาโรกมิได้นำเข้ามาใช้จนกระทั่งปี ค.ศ. 1664 เมื่อมีการสร้างวัด เยซูอิด ที่จัตุรัส เดอส อาร์มาส ( Plaza des Armas ) ที่ กุสโก ใน ประเทศเปรู สถาปัตยกรรมบาโรกแบบเปรูเป็นสถาปัตยกรรมแบบตกแต่งที่ออกทางหรูหราเช่นจะเห็นได้จากวัดซานฟรานซิสโกที่ กรุงลิมา ที่สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1673 ขณะเดียวกันบาโรกท้องถิ่นเช่นที่วัด Jesuit Block and Estancias [ 20 ] ในเมือง กอร์โดบา ในประเทศ อาร์เจนตินา สร้างตามแบบ วัดเยซู ที่ กรุงโรม และลักษณะผสมท้องถิ่นแบบ “ mestizo ” เกิดขึ้นที่อเรกวิปา ( เปรู ) โปโตซิ และ ลาปาซ ( โบลิเวีย ) ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 สถาปนิกบางแห่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบมัวร์จากสเปนยุคกลาง สถาปัตยกรรมบาโรกสมัยหลังในการตกแต่งหน้าวัดแบบเปรูพบเป็นครั้งแรกที่วัด Our dame of La Merced ที่ลิมา หรือที่วัด La Compañia [ 21 ] ใน กรุงกีโต ( เอกวาดอร์ ) ซึ่งภายนอกตกแต่งด้วยเสาเกลียว และภายในเป็นฉากแท่นบูชาที่แกะสลักอย่างวิจิตร ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ทางตอนเหนือสถาปัตยกรรมบาโรกใน ประเทศเม็กซิโก เป็นสถาปัตยกรรมที่ตกแต่งกันอย่างอลังการที่สุดที่เรียกกันว่าเชอร์ริงกูราแบบเม็กซิโก บาโรกอลังการเช่นนี้จะเห็นได้จากผลงานของโลเร็นโซ รอดริเกซ ( Lorenzo Rodriguez ) หลายชิ้นๆ เอกเห็นจะเป็นซากราริโอ เมโทรโปลิตาโน ( Sagrario Metropolitano ) ที่ เม็กซิโกซิตี หรือวัดตามเมืองที่มีเหมืองเช่นวัดที่อ็อคโคทลาน ( Sanctuary at Ocotlan ) ที่เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1745 ที่ตกแต่งด้วยอิฐสีแดงสดตัดกับการตกแต่งที่อัดแน่นสีอ่อนด้านหน้าวัดและประกบสองข้างด้วยหอคอยสูง [ 22 ] ภายในก็ตกแต่งด้วย ฉากแท่นบูชา ที่ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก [ 23 ] ศูนย์กลางของสถาปัตยกรรมแบบบาโรกแบบเม็กซิโกคือที่พวยบลาทางตอนกลางของเม็กซิโกซึ่งเป็นแหล่งการทำกระเบื้องเคลือบสีจัดและสดใสและหินสีเทา ทำให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบบาโรกที่มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไปอีกแบบหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลมาจากศิลปะอเมริกันอินเดียน ในบริเวณนี้มีวัดที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบหน้าวัดและโดมถึง 60 แห่งซึ่งมักจะตกแต่งด้วย ลวดลายแบบอาหรับ ภายในก็จะตกแต่งอย่างเต็มที่ด้วยเครื่องตกแต่งปิดทอง ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ช่างท้องถิ่นก็สร้างลักษณะการทำปูนปั้นขาวที่ใช้ในการตกแต่งที่เรียกว่า “ alfenique ” ซึ่งเป็นคำที่มาจากขนมของพวยบลาที่ทำจากไข่ขาวและน้ำตาล
วัง Dolmabahce สร้างโดยตระกูล บาลยัน สถาปัตยกรรมแบบบาโรกที่ อิสตันบูล ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นศูนย์กลางของ จักรวรรดิออตโตมัน มีด้วยกันหลายแบบ งานที่สำคัญก็เห็นจะเป็นสุเหร่า Nuruosmaniye สุเหร่า Ortaköy และ สุเหร่า Nuruosmaniye ที่สร้างราวปี ค.ศ. 1750 โดยซิเมียน คาลฟา ( Simeon Kalfa ) การใช้การตกแต่งแบบเรขาคณิตทำให้เกิดลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์และทำให้แตกต่างจากบาโรกของอาณานิคมที่เกิดขึ้นภายหลังซึ่งเป็นลักษณะที่นิยมกันใน ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่ ประเทศเลบานอน ลักษณะบาโรกที่วิวัฒนาการเต็มที่จะพบได้ที่วัง Dolmabahce สร้างโดยตระกูล บาลยัน ( Balyan dynasty ) ผู้เป็นสถาปนิกชาวตุรกี-อาร์เมเนียสำคัญ ซึ่งมีลักษณะที่เป็น “ ตะวันออก ” โดยการผสมสถาปัตยกรรมบาโรก โรแมนติค และตะวันออกเข้าด้วยกัน

  1. Though there is a huge literature on the subject, a compendious overview can be found in : Francis Ching, Mark Jarzombek, Vikram Prakash, A Global History of Architecture, Wiley Press, 2006.
  2. Peter Pater. Renaissance Rome. ( University of California Press, 1976 ) pp.70-3 .
  3. Banister Fletcher’s A History of Architecture, erectile dysfunction. by Dan Cruickshank. Architectural Press, 1996. ISBN. page 1202 .
SEE ALSO  Yoga DVDs That Are Worth Every Penny — Yoga Kali
generator : https://usakairali.com
Category : Yoga

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น